เรื่องอื่นๆ

5 โรคยอดฮิตที่มาพร้อมพฤติกรรมติดสมาร์ตโฟน

5 โรคยอดฮิตที่มาพร้อมพฤติกรรมติดสมาร์ตโฟน

ต้องยอมรับเลยว่าปัจจุบันสมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ไม่ว่าใครก็ขาดไม่ได้ เพราะสมาร์ตโฟนถูกพัฒนาให้ทำได้มากกว่าการโทรติดต่อสื่อสาร แต่ยังสามารถพูดคุยผ่านแชท อีเมล ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ดูหนัง ฟังเพลง ท่องโลกโซเชียลมีเดีย ฯลฯ นั่นทำให้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ใคร ๆ ต่างก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาใช้งานเสมอ แต่รู้หรือไม่ว่าแม้สมาร์ตโฟนจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตมากเท่าไหร่ แต่สมาร์ตโฟนก็ก่อให้เกิดผลเสียได้ โดยเฉพาะผู้ใช้สมาร์ตโฟนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยพฤติกรรมก้มหน้าเล่นสมาร์ตโฟนเป็นต้นเหตุของโรคหลายอย่างที่อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในอนาคต 5 โรคยอดฮิตที่มาพร้อมพฤติกรรมติดสมาร์ตโฟน 1. โรควุ้นในตาเสื่อม สำหรับคนทำงาน เชื่อว่าแต่ละวันจำเป็นต้องใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์มากพออยู่แล้ว ยิ่งหากมีพฤติกรรมเสพติดสมาร์ตโฟนจะยิ่งทำให้สายตาทำงานหนัก โดยเฉพาะการปิดไฟเล่นโทรศัพท์มือถือบ่อย ๆ ที่ในระยะยาวจะทำให้ดวงตาเริ่มพร่ามัว มองเห็นเป็นจุด ๆ หรือรู้สึกว่ามีหยากไย่ในตา แนะนำให้พักสายตาทุก 20-30 นาที เพื่อเลี่ยงโรคดังกล่าว 2. โรคนิ้วล็อก การกดสมาร์ตโฟนบ่อย ๆ ส่งผลให้เอ็นบริเวณนิ้วเกิดอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะบริเวณนิ้วโป้งเพราะเป็นนิ้วที่ต้องงอติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้นิ้วเกิดอาการบวมจนเป็นสาเหตุทำให้นิ้วล็อก ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาหรือไม่เลิกพฤติกรรมดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาบริเวณนิ้วมือในระยะยาว 3. โรคนอนไม่หลับ โรคนอนไม่หลับ ไม่ได้เกิดจากความเครียดหรือความวิตกกังวลเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการติดสมาร์ตโฟน เนื่องจากแสงหน้าจอจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ส่งผลต่อการนอนหลับ จึงเป็นสาเหตุให้หลับยากหรือนอนหลับไม่สนิท 4. โรคซึมเศร้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการติดสมาร์ตโฟนจะทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ สาเหตุหลักคือการท่องโลกโซเชียลมีเดียมากเกินไปจนทำให้เกิดการเปรียบเทียบชีวิตคนอื่นกับชีวิตตนเองที่อาจไม่สวยหรูเท่า จนทำให้เกิดความวิตกกังวล …

4 เหตุการณ์สำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ต้องรู้

4 เหตุการณ์สำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ต้องรู้

ประวัติศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สำคัญที่ควรจดจำ สิ่งที่ผ่านมาแล้วล้วนบอกเล่าถึงวิถีชีวิต สภาพการณ์ เรื่องราวตามยุคสมัยที่คนรุ่นหลังควรศึกษาและเรียนรู้ เพื่อประยุกต์กับการบริหารจัดการชีวิตและสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างดียิ่งขึ้น และหากเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาซ้ำรอย ก็จะได้เป็นบทเรียนที่ต้องระมัดระวังต่อไป ซึ่ง 4 เหตุการณ์ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์  1.สงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่หนึ่ง) ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น หลังจากนั้นสามปีก็มีสงครามเก้าทัพ ซึ่งนำทัพโดยพระเจ้าปะดุง-กษัตริย์ของประเทศพม่าพร้อมด้วยกำลังพล 144,000 คนโดยประมาณ ทั้งยังแบ่งกองทัพออกเป็น 9 ทัพ เพื่อเข้าโจมตีสยามเนื่องจากพระเจ้าปะดุง กษัตริย์ของประเทศพม่าหมายปองจะตีกรุงสยามให้แตกชิงกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงที่ยังไม่มั่นคงมาเป็นของตน จึงเป็นศึกที่ยาวนานที่ต้องอาศัยกำลังกายกำลังใจของไพร่พลอย่างยิ่ง เพราะหากสยามพ่ายสงครามเก้าทัพนี้ อนาคตของสยามคงยากที่จะฟื้นฟูกลับมาได้อีก 2.สนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีความปรารถนาอยากจะให้ประเทศไทยเปิดกว้างเข้าสู่สังคมนานาชาติ ตลอดจนมีการเจริญสัมพันธไมตรีค้าขายกับต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้การทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. 2398 กับอังกฤษจึงเกิดขึ้น ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจของสยามกระเตื้องขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราอยู่ในฐานะเป็นรอง จึงทำให้ประเทศไทย (สยามในขณะนั้น) เสียสิทธิ์ในการเก็บภาษีขาเข้า อีกทั้งยังเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตด้วย 3.วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งในวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงของไทย เนื่องจากวิกฤตการณ์ ร.ศ 112 มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ฝรั่งเศสลอบโจมตีป้อมและเรือรบในเขตปากน้ำเจ้าพระยา จากนั้นในปี พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสก็ประกาศปิดอ่าวไทย พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยยอมเสียดินแดนในฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งมีประเทศเวียดนามและเขมร พร้อมเงินจำนวน 3,000,000 ฟรังก์ให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังหวังจะครอบครองประเทศลาวและช่วงชิงเอกราชของไทย เพื่อให้ได้แม่น้ำโขงเส้นทางไปสู่ประเทศจีน เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า ทรงมอบเงินส่วนพระองค์ 10,000 ชั่ง สำหรับสร้างป้อมและซื้ออาวุธป้องกันประเทศเพื่อรักษาเอกราชให้ยังคงอยู่สืบไป 4.สงครามโลกครั้งที่ 2 …

ข้อดีของการปลูกพืชผักเป็นสวนอาหารในบ้าน

ข้อดีของการปลูกพืชผักเป็นสวนอาหารในบ้าน

พืชผักหลายชนิดปลูกกินเองที่บ้านได้ หากมีพื้นที่เล็ก ๆ ภายในบ้านอย่าปล่อยทิ้งไว้เปล่าประโยชน์ ลองพรวนดินทำแปลงผักหรือโรยเมล็ดพืชลงกระถางปลูกอาหารด้วยตัวเอง มาดูกันว่าการปลูกพืชผักสมุนไพรมีประโยชน์ด้านใดบ้าง 1.ผักปลอดสาร อุดมวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอกับความต้องการการปลูกผักด้วยตัวเองทำให้ควบคุมคุณภาพของอาหารที่กินได้ เพราะเป็นคนรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และไม่ใช้ยาฆ่าแมลงชนิดใด ปลูกในภาชนะที่ย้ายไปตามแสงแดดได้ รวมทั้งเลือกว่าจะปลูกแบบออร์แกนิกหรือปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์โดยไม่ใช้ดินทำให้ควบคุมวัชพืชและศัตรูพืชได้ง่ายขึ้น เด็ดรับประทานกันแบบสด ๆ อร่อยที่สุดและมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น 2.ใช้วัตถุดิบสดใหม่ปรุงอาหารแต่ละมื้ออาหารสดใหม่มีคุณภาพดีที่สุด ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าพืชผักที่เก็บมาสด ๆ จากต้น บนโต๊ะอาหารจะมีความหลากหลายและดีต่อสุขภาพมากขึ้น พืชผักอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ความสดทำให้ผักมีความกรอบรสชาติดี คุณค่าทางโภชนาการสูง หากเป็นผักที่ซื้อจากตลาดหรือเก็บไว้นานจะสูญเสียความชื้นและคุณค่าของสารอาหารลดลง ถ้าลองได้ปลูกผักและเก็บเกี่ยวด้วยตัวเองจะรู้ได้เลยว่าสดอร่อยแค่ไหน 3.ทำสวนเป็นงานอดิเรก ดีต่อสุขภาพปลูกผักกินเองไม่ยากอย่างที่คิด ลองหาเวลาปลูกต้นกล้าผักที่ปลูกง่าย ๆ ดูแลไม่ยาก ช่วยกันจัดสวน ไปจนถึงทำสลัดผักและอาหารหลายเมนู สนุกกับการออกไปข้างนอกรับอากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกายรับแสงแดดทำให้ร่างกายแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ลดความเครียดได้ เหมาะกับทุกคนในครอบครัว รดน้ำดูแลสวนใช้เวลาประมาณ 30 นาทีทุกวันช่วยให้นอนหลับสนิทดีขึ้น 4.ปลูกผักสวนครัวสวย ๆ ทำให้บ้านน่าอยู่สวนผักปลอดสารพิษสวยงามออกดอกและผลดึงดูดแมลงบินมาตอมและผสมเกสร สร้างสีสันเติมความมีชีวิตชีวาให้บ้านน่าอยู่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรรที่มีพื้นที่ข้างบ้านค่อนข้างแคบทำแปลงผักแนวยาวเลาะไปตามรั้วและกำแพงได้ หรือทาวน์เฮาส์พื้นที่จำกัดจัดแต่งมุมสวนครัวเล็ก ๆ มีพื้นที่รับแสงแดดพอประมาณทำให้พืชผักงอกงามและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 5.ประหยัดค่าใช้จ่ายหลายด้านการปลูกผักเองทำให้ประหยัดเงินค่าอาหารเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่พอสมควร ต้องการใช้วัตถุดิบเท่าไรเก็บเกี่ยวเท่านั้น ไม่ต้องซื้อมาเก็บในตู้เย็นซึ่งหลายครั้งที่ใช้ไม่หมดเก็บไว้นานจนเน่าเสีย นอกจากผักผลไม้ปลูกเองมีต้นทุนถูกกว่าซื้อในร้านขายของชำหรือซูเปอร์มาเก็ตแล้ว …

รู้หรือยัง กินกล้วยมากเกินไปอันตรายต่อสุขภาพ

รู้หรือยัง กินกล้วยมากเกินไปอันตรายต่อสุขภาพ

กล้วยเป็นผลไม้ที่หลายคนชื่นชอบ กินง่ายถ่ายคล่องเหมาะกับการควบคุมน้ำหนัก ลดความดันโลหิตสูง ขจัดความเครียด แก้ท้องผูกท้องเสีย บำรุงเหงือกและฟัน ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วย กินกล้วยเป็นประจำดีต่อสุขภาพ แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เหมือนกัน กล้วยเป็นอาหารเสริมที่ดีต่อสุขภาพ อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส สารเบต้าแคโรทีน วิตามินซีสูง และสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ทราบหรือไม่ว่ากินกล้วยมากเกินไปเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง 1.กินกล้วยก่อนมื้ออาหารช่วยให้อิ่มท้องและควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น แต่กล้วยมีคาร์โบไฮเดรต หากกินมากเกินไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น อันตรายสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ถ้างดมื้ออาหารกินกล้วยแทนข้าวย่อมเกิดผลเสีย สารอาหารในร่างกายไม่สมดุล ร่างกายคนเราต้องการอาหารหลากหลายประเภทในแต่ละวันเพื่อให้มีสุขภาพดีและร่างกายแข็งแรง แนะนำให้บริโภคพอเหมาะ 1-2 ผลต่อวัน 2.กินกล้วยช่วยในการขับถ่าย มีประโยชน์ต่อลำไส้และทางเดินอาหาร กล้วยสุกช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ ในทางกลับกันถ้ากินกล้วยห่ามอาจทำให้ท้องผูก เนื่องจากกล้วยมีเส้นใยที่ละลายน้ำได้และฟรุกโตสที่มีความเข้มข้นสูง ถ้ากินกล้วยมากมีไฟเบอร์มากเกินไป ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร เกิดอาการอืดแน่นท้องทำให้ปวดท้องเพราะมีก๊าซในกระเพาะอาหารหรือลำไส้มากเกินไป 3.กล้วยมีสารบางอย่างที่ยับยั้งการทำงานหรือลดการดูดซึมของยารักษาโรคเข้าสู่กระแสเลือดและร่างกาย สำหรับผู้ที่รับประทานยาบางชนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ารับประทานกล้วยได้หรือไม่ 4.ยางกล้วยมีสารเพคตินช่วยรักษาแผลในปาก และเคลือบกระเพาะอาหารป้องกันโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน อย่างไรก็ดี บางคนแพ้สารเคมีในกล้วยหรือแพ้ยางธรรมชาติอาจเกิดปฏิกิริยาทำให้มีอาการแพ้ หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือช้าลง คลื่นไส้ หายใจติดขัด อาการคันที่ผิวหนัง เป็นสัญญาณบอกเหตุว่ามีอาการแพ้กล้วยรุนแรงและควรหยุดกินทันที นอกจากนี้การบริโภคกล้วยมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะแพ้อาจรุนแรงเป็นเหตุให้หัวใจวายได้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจไม่ควรกินกล้วย 5.กินกล้วยบ่อยหรือมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพช่องปากและทำให้ฟันผุ เพราะกล้วยมีแป้งและน้ำตาลกรูโคสและฟรุกโตสซึ่งตกค้างบนผิวฟันเป็นอาหารโปรดของแบคทีเรียทำให้ฟันผุ …

5 วิธีช่วยทำให้คุณบริหารเวลาได้ดีขึ้น

5 วิธีช่วยทำให้คุณบริหารเวลาได้ดีขึ้น

การบริหารเวลา มีความสำคัญอย่างมากกับคนในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ไขว่คว้าหาความสำเร็จ ถ้าต้องการทำให้ทุกนาทีถูกใช้ไปอย่างเป็นประโยชน์ คุณควรใช้วิธีช่วยทำให้สามารถจัดการกับเวลาของตัวเองได้ดีมากขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำ 5 วิธีดังต่อไปนี้ 1.ทำตารางชีวิตการจัดตารางเวลาให้เป็นจะช่วยทำให้คุณสามารถเข้าใจถึงการบริหารเวลาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยให้คุณจัดตารางตั้งแต่ช่วงเช้ามาจนถึงช่วงก่อนนอน พร้อมระบุเวลาต่าง ๆ ไว้ให้ชัดเจนที่สุด มีการทำทุกกิจกรรมอย่างเคร่งครัด ห้ามเกินเวลาไปมากกว่าที่จัดตารางไว้ แต่ถ้าต้องเกินด้วยเหตุจำเป็นควรเกินไปเพียงแค่ 5-10 นาที เพื่อจะไม่ไปเบียดเวลาของการทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป 2.ทำทุกกิจกรรมอย่างตรงเวลาเมื่อมีตารางเวลาที่ชัดเจนแล้ว ควรบังคับตัวเองให้ทำทุกกิจกรรมอย่างตรงเวลามากที่สุด ไม่ควรกินเวลาของช่วงอื่น ๆ เพราะจะทำให้ชีวิตของคุณกลายเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องทำตามตารางอย่างเคร่งครัดที่สุด ถ้าภายในวันนี้ทำไม่ทัน​ ก็ให้คุณเพิ่มเวลาในวันต่อไปให้มากขึ้น แล้วจัดตารางให้ถูกต้องไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถวางแผนเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ให้เสร็จตรงตามเวลาได้ง่ายกว่าเดิม 3.กิจกรรมยามเช้าสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้วจะมองว่ากิจกรรมในยามเช้ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะตื่นตัวและสามารถรับข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ถ้ากิจกรรมยามเช้าดีย่อมทำให้สมองสดใสและร่างกายแข็งแรงตลอดทั้งวัน ดังนั้นคุณจึงควรจัดตารางเวลาช่วงเช้าไว้รอ เช่น การอาบน้ำ, ออกกำลังกาย, การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์, การนั่งพัก, การอ่านหนังสือ หรือการฟังเพลงที่ทำให้คุณมีความสุขมากที่สุด 4.เตรียมพร้อมก่อนทำจริงสำหรับผู้ที่บริหารเวลาเป็นและมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จ มักจะเตรียมพร้อมในทุก ๆ เรื่องก่อนการทำจริงในวันต่อไปเสมอ เช่น การจัดตารางเวลา, การเตรียมอาหารเช้า, การเตรียมเสื้อผ้า …

พักผ่อนเต็มอิ่มด้วย 5 เทคนิคผ่อนคลายความเครียดช่วงก่อนนอน

พักผ่อนเต็มอิ่มด้วย 5 เทคนิคผ่อนคลายความเครียดช่วงก่อนนอน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่า อาการนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ความจำสั้น และไม่มีสมาธิ สำหรับสาเหตุยอดนิยมที่ทำให้คนนอนไม่หลับ ได้แก่ ปัญหาความเครียด เพราะฉะนั้นลองมาดูกันว่าจะมีวิธีอะไรที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดช่วงก่อนนอนได้เป็นอย่างดีบ้าง 5 เทคนิคผ่อนคลายความเครียดช่วงเวลาก่อนนอน 1.กำหนดลมหายใจการกำหนดลมหายใจถือเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่นั่งสมาธิเป็นประจำอยู่แล้ว โดยการกำหนดลมหายใจคือการหายใจเข้าและออกอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยให้จิตใจจดจ่อกับลมหายใจ ทำให้มีสมาธิมากขึ้น ส่งผลให้อาการกังวลเรื่องต่าง ๆ น้อยลง หรือบางคนอาจใช้วิธีสวดมนต์ก็ได้เช่นกัน เพราะการสวดมนต์ทำให้จดจ่อกับบทสวด ซึ่งจะทำให้จิตใจผ่อนคลายและมีสมาธิ 2.จิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นเป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำผึ้งธรรมชาติอัดแน่นด้วยประโยชน์มากมาย การผสมน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชากับน้ำอุ่นและดื่มก่อนนอนจะช่วยคลายความเครียดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะน้ำผึ้งจะทำหน้าที่กระตุ้นสมองให้หลั่งสารซีโรโทนินออกมา ส่งผลให้สมองผ่อนคลายจากเรื่องราวน่าปวดหัวได้เป็นอย่างดี 3.แช่น้ำอุ่นบ้านใครมีอ่างอาบน้ำแนะนำให้ใช้วิธีนี้เลย เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้รู้สึกสบายตัวรวมถึงสบายใจยิ่งขึ้น โดยควรใช้เวลาแช่น้ำอุ่นประมาณ 20-30 นาที หากเป็นไปได้อย่าลืมเลือกครีมอาบน้ำกลิ่นที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เพื่อความสบายมากยิ่งขึ้น 4.เปิดเพลงคลอเบา ๆเสียงเพลงนับเป็นตัวช่วยชั้นยอดสำหรับคนที่อยากหลับง่ายและต้องการผ่อนคลายความเครียดช่วงก่อนนอน ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงประเภทใดก็ฟังได้หากเป็นเพลงที่ชื่นชอบและฟังแล้วสบายใจ แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้เป็นเพลงบรรเลงและหลีกเลี่ยงบทเพลงเร็วหรือบทเพลงจังหวะหนัก ๆ เพราะอาจทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับก็เป็นได้ 5.เลือกใช้น้ำมันหอมระเหยตัวช่วยชั้นดีที่หลายคนนิยมนำมาใช้บำบัดจิตใจช่วงก่อนนอน ใช้งานง่ายเพียงจุด หยด หรือฉีดให้ฟุ้งในอากาศ สำหรับกลิ่นที่ออกแบบมาเพื่อการนอนหลับสบายคลายเครียด ขอแนะนำกลิ่นลาเวนเดอร์ ตัวช่วยให้ร่างกายและจิตใจสงบนิ่ง ลดความกังวล กลิ่นยูคาลิปตัส เพิ่มบรรยากาศผ่อนคลาย เพิ่มความสดชื่นให้แก่ห้อง …

4 วิธีรับมือ เมื่อต้องร่วมงานกับคนที่เราไม่ชอบ

4 วิธีรับมือ เมื่อต้องร่วมงานกับคนที่เราไม่ชอบ

ในสังคมของการทำงาน เราต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานที่ทั้งดีและไม่ดี ทั้งที่เราชอบและไม่ชอบ ถ้าเลือกได้เราก็อยากทำงานกับคนที่เราชอบเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มีหลายต่อหลายครั้งที่เราต้องร่วมงานกับคนที่เราไม่ชอบ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือมีความจำเป็นอันใดก็ตาม ที่ทำให้เราต้องมารับผิดชอบงานที่ทำร่วมกัน เราจะมีวิธีการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้อย่างไร ลองมาเรียนรู้ 4 วิธีรับมือเมื่อต้องร่วมงานกับคนที่เราไม่ชอบกัน อยู่ให้ห่าง เว้นช่องว่างระหว่างกันเข้าไว้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกกัน ที่มักจะต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ถ้าวันหนึ่งต้องมาทำงานร่วมกัน จากที่เคยต่างคนต่างอยู่ เว้นระยะห่างระหว่างกัน อาจจะใช้ไม่ได้เสียแล้วกับสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่คนทำงานแบบมืออาชีพเขาทำกันนั่นก็คือ ทำงานตามหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบไป และก็คุยเฉพาะที่จำเป็นต้องคุยเท่านั้น ไม่คุยนอกเรื่องเพราะอาจทำให้เกิดประเด็นปัญหาใหม่ เมื่อมีสิ่งที่ต้องพูดคุยรายละเอียดของงานหรือจะประชุม หรือมีประเด็นที่ต้องปรึกษากันก็คุยปกติ เมื่อได้คำตอบก็เดินออกมา นั่งทำงานตามหน้าที่ของเราต่อไป แยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวสิ่งสำคัญที่ทำให้คนที่เกลียดกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย นั่นก็คือ การไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานออกจากกัน บางคนเกลียดกันเพราะเรื่องส่วนตัว แล้วก็พาลมามีปัญหาในเรื่องของงานตามไปด้วย ดังนั้น เมื่อต้องร่วมงานกัน เราต้องบอกตัวเองให้ได้ว่า แยกปัญหาที่เป็นเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงานให้ได้ก่อน สิ่งไหนที่จำเป็นต้องคุยก็ต้องคุย อย่าเอาเรื่องอคติส่วนตัวมาผูกเข้ากับเรื่องงาน เราต้องแยกความรู้สึกออกให้ได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งนี้มันบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพของตัวเราเอง ไม่สนใจเรื่องอื่น โฟกัสแต่เรื่องงานอย่างเดียวไม่ว่าปัญหาระหว่างเรากับคนที่เราไม่ชอบ จะมีสาเหตุมาจากเรื่องใดก็ตาม หากต้องทำงาน ก็ตัดเรื่องความไม่ชอบใจไม่พอใจออกไป แล้วโฟกัสเฉพาะจุด สนใจแต่เนื้อหาของงานอย่างเดียวก็พอ เพื่อให้เราทำงานต่อไปได้ หากเราเอาเรื่องความไม่ชอบ ความเกลียดมาอยู่กับเราทุกขณะเสียแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ ใจเราเองที่จะเป็นทุกข์ ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าคนที่เราไม่ชอบนั้นเขาจะรู้ตัวไหมว่าเราไม่ชอบ เราอาจจะคิดและรู้สึกไปเองฝ่ายเดียวก็เป็นได้ …

เมนูอาหารมื้อเร่งด่วนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เมนูอาหารมื้อเร่งด่วนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

ในยุคปัจจุบันผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้มีคุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยที่ต้องรีบออกไปทำงานในตอนเช้า เมนูอาหารเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถดูแลเรื่องอาหารการกินในช่วงเช้าได้เร็วและได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ข้าวกล้อง + ต้มจืดตำลึงเมนูอาหารจานนี้เป็นเมนูที่ทำง่าย อิ่มท้องและยังทำให้ได้รับสารอาหารจากโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตอย่างครบถ้วน เริ่มจากการเลือกรับประทานข้าวกล้อง เนื่องจากภายในข้าวกล้องมีไฟเบอร์ วิตามินและทำให้อิ่มท้องได้นานกว่า รับประทานกับต้มจืดตำลึงที่ทำได้ง่าย ๆ เริ่มจากการต้มน้ำให้เดือด ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊ว ตามด้วยหมูบดหรือหมูสับปั้นเป็นก้อนที่ปรุงรสง่าย ๆ ด้วยการใส่ 3 เกลอ (กระเทียม, รากผักชี และพริกไทย) และซีอิ๊วเพียงเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงไปในน้ำซุปเดือดจัด รอจนกว่าหมูจะสุกแล้วจึงเติมตำลึงลงไป ปิดไฟพร้อมเสิร์ฟ ผักผักรวมกุ้งราดข้าวนำผักที่คุณแม่ชอบสัก 2 – 3 ชนิด มาล้างให้สะอาดและหั่นให้เรียบร้อย แกะเปลือกกุ้ง หรือใช้กุ้งแกะแล้วที่มีขายตามท้องตลาดนำมาทำความสะอาดพักเตรียมไว้ ตามด้วยกระเทียมทุบ เริ่มลงมือทำด้วยการตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันเพียงเล็กน้อย เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ใส่กระเทียบทุบลงไป ตามด้วยผักที่สุกยากและกุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาล ซีอิ๊วและน้ำมันหอยเพียงเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตามด้วยผักที่สุกง่าย เมื่อผักสุกเรียบร้อย ตักราดใส่ข้าวกล้องที่เตรียมไว้ ไข่ตุ๋นหมูสับวุ้นเส้นเป็นเมนูที่มีทั้งวัตถุดิบและใช้เวลาปรุงน้อยมาก เริ่มจากการตอกไข่ 2 ฟองลงในถ้วย ตีไข่ให้เข้ากัน ใส่หมูสับและวุ้นเส้นลงไป จากนั้นปรุงรสด้วยซีอิ๊วเพียงเล็กน้อย นำไปนึ่งประมาณ …

อยากเปิดร้านเสริมสวยให้คนเข้าร้านแน่นทั้งวัน ต้องทำอย่างไร

อยากเปิดร้านเสริมสวยให้คนเข้าร้านแน่นทั้งวัน ต้องทำอย่างไร

หากสังเกตดูจะพบว่ามีร้านเสริมสวยตั้งอยู่ในถนนทุกเส้น แม้แต่ในห้างสรรพสินค้ายังมีร้านเสริมสวยมากกว่า 1 ร้าน ที่พร้อมให้บริการตลอดเวลาห้างเปิด แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละร้านจะมีปริมาณลูกค้าเข้าออกไม่เท่ากัน บางร้านมีคนต่อคิวแน่น ขณะที่บางร้านแทบไม่มีคนเลย แสดงว่าต้องมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมาใช้บริการแต่ละร้าน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำกิจการร้านเสริมสวยของตัวเองให้มีลูกค้ามาก ๆ ขอเชิญศึกษาเทคนิคว่าทำอย่างไรร้านถึงจะมีคนแน่นตลอดเวลา 1.เลือกทำเลที่ดีทำเลถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจร้านเสริมสวย โดยควรเลือกทำเลในห้างสรรพสินค้าหรืออยู่ติดถนนที่มีคนเดินผ่านไปมามาก ยิ่งอยู่ในย่านชุมชน ตลาด สถาบันการศึกษา ออฟฟิศ เสริมรถไฟฟ้า ฯลฯ ที่มีจำนวนนักศึกษา คนวัยทำงาน พนักงานประจำที่ต้องการเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีมากเท่าไหร่ คุณก็มีโอกาสที่จะได้ลูกค้ามาใช้บริการตลอดเวลาเปิดร้านมากเท่านั้น 2.มีบริการแบบครบวงจรร้านเสริมสวยยุคใหม่ ควรมีบริการหลากหลาย เช่น ตัด-ดัด-ทำสีผม สระ-ซอยผม ทาสีเล็บ-ต่อเล็บแฟชั่น นวดหน้าผ่อนคลายและกระชับใบหน้า นวดตัว นวดเท้า ฯลฯ ยิ่งมีบริการมากเท่าใด ลูกค้าจะประทับใจและอยากมาที่ร้านเพื่อทำให้บุคลิกภาพดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าในร้านคุณที่เดียว 3.มีสินค้าให้ซื้อไปใช้ที่บ้านนอกจากการใช้บริการในร้านที่ทำให้คุณมีรายได้อย่างทันทีแล้ว คุณควรเป็นแหล่งจัดจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวกับการบำรุงความงามของแบรนด์ต่าง ๆ ด้วย เช่น ครีมพอกตัว พอกหน้าน้ำยาทาเล็บ เซรั่มบำรุงเส้นผม ครีมกระชับสัดส่วน ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าร้านเสริมสวยมักมองหา เพื่อนำไปใช้ดูแลตัวเองได้ที่บ้านด้วย หากคุณมีสินค้าดีไว้บริการ รับรองว่าขายดีมีลูกค้าติดใจกลับมาบ่อย ๆ แน่นอน 4.มีมาตรฐานของร้านสูงความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ พนักงานในร้านเสริมสวยควรผ่านคอร์สอบรมต่าง …

3 คำคมกับเรื่องราวชีวิตของ Taylor Swift เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

3 คำคมกับเรื่องราวชีวิตของ Taylor Swift เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบสาว Taylor Swift แล้วได้ติดตามทาง social media จะเห็นได้ว่าประโยคที่เกิดจากความคิดของเธอเป็นคำสวย ๆ เสมือนกับคำกลอนและยังเป็นแรงบันดาลใจหรือเปลี่ยนชีวิตให้คนรอบตัวและแฟนคลับของเธอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีคำคมดี ๆ จากเธอมาฝากกัน เผื่อว่าจะเป็นกำลังใจให้กับคุณไม่มากก็น้อย ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน ใช้ชีวิตเสมือนกับการก้าวเดินแต่ก้าวได้ทีละก้าว การใช้ชีวิตของสาว Taylor swift เริ่มทีละก้าว โดยเธอเกิดวันที่ 13 ธันวาคม 1989 เมืองที่ชื่อว่า Wyomissing ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอได้จบการศึกษาจาก Aaron Academy เมื่อเดือน กรกฎาคม 2008 เป็นโรงเรียนคริสต์ที่อยู่ในเมือง Hendersonville และเธอเคยชนะแต่งกลอน Monster In My Closet ต่อมาเมื่อเธออายุ 10 ขวบ ได้มีการแข่งขันร้องเพลงในวันสำคัญต่าง ๆ และเมื่อเธออายุ 12 ปี เธอเริ่มฝึกเล่นกีตาร์ วันละ 4 ชั่วโมง ฝึกหนักจนกระทั่งนิ้วของเธอเลือดออก นอกจากนี้เมื่ออายุ …