3 คำคมกับเรื่องราวชีวิตของ Taylor Swift เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

3 คำคมกับเรื่องราวชีวิตของ Taylor Swift เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบสาว Taylor Swift แล้วได้ติดตามทาง social media จะเห็นได้ว่าประโยคที่เกิดจากความคิดของเธอเป็นคำสวย ๆ เสมือนกับคำกลอนและยังเป็นแรงบันดาลใจหรือเปลี่ยนชีวิตให้คนรอบตัวและแฟนคลับของเธอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีคำคมดี ๆ จากเธอมาฝากกัน เผื่อว่าจะเป็นกำลังใจให้กับคุณไม่มากก็น้อย ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

ใช้ชีวิตเสมือนกับการก้าวเดินแต่ก้าวได้ทีละก้าว

การใช้ชีวิตของสาว Taylor swift เริ่มทีละก้าว โดยเธอเกิดวันที่ 13 ธันวาคม 1989 เมืองที่ชื่อว่า Wyomissing ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอได้จบการศึกษาจาก Aaron Academy เมื่อเดือน กรกฎาคม 2008 เป็นโรงเรียนคริสต์ที่อยู่ในเมือง Hendersonville และเธอเคยชนะแต่งกลอน Monster In My Closet ต่อมาเมื่อเธออายุ 10 ขวบ ได้มีการแข่งขันร้องเพลงในวันสำคัญต่าง ๆ และเมื่อเธออายุ 12 ปี เธอเริ่มฝึกเล่นกีตาร์ วันละ 4 ชั่วโมง ฝึกหนักจนกระทั่งนิ้วของเธอเลือดออก นอกจากนี้เมื่ออายุ 13 ปี เธอได้แต่งนิยายซึ่งมีจำนวน 350 หน้าในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแต่พ่อแม่ของเธอไม่ค่อยชอบมากนัก ทำให้เธอเสียใจจนต้องเก็บตัวในห้องตลอดฤดูร้อนเลยทีเดียว แต่ในที่สุดแล้วเธอได้มีการแต่งเพลงหรือเขียนเนื้อร้องอัลบั้มของเธอเองทั้งหมดเพราะเธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์ รักในสิ่งที่ทำและมีความสามารถนั่นเอง

อย่าเชื่อคนที่พูดกับคุณว่า ไม่สมควรได้ในสิ่งที่ต้องการ

เมื่อตอนที่ Taylor swift อายุ 15 กำลังตัดสินใจที่จะอยู่ค่าย RCA Records ซึ่งเป็นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ แต่คำตอบที่ได้จากเธอ คือ ไม่ตัดสินใจที่จะอยู่ค่ายเพลงนี้ เนื่องจากทางค่ายเพลงบอกกับเธอว่า ไม่ให้ร้องเพลงถ้าเป็นเพลงที่ Taylor swift แต่ง ซึ่งตรงกับคำคมนี้ที่ว่า เธอไม่เชื่อคนที่พูดว่า ไม่สมควรได้ในสิ่งที่ต้องการ

ก้าวผ่านความเจ็บปวด คือ การใช้มันให้เป็นเชื้อเพลิงไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่

การเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงของ Taylor swift แน่นอนต้องผ่านความยากลำบาก แต่เธอก็ก้าวผ่านความเจ็บปวดได้ จนเธอได้กล่าวไว้ว่า “ทุกคนเป็นคนพิเศษเสมอและเมื่อไหร่คุณได้เปรียบเทียบกับคนอื่นหรือคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ก็จงปรับคลื่นความคิดของคุณแล้วโฟกัสไปเรื่องอื่นแทน” นอกจากนี้เธอให้ความสำคัญกับความเป็นตัวเองมากกว่าการรับมือกับชื่อเสียงหรือความสำเร็จเพียงขณะหนึ่ง เนื่องจากเธอเป็นคนที่มีสติและมีความมุ่งมั่นต่อยอดความก้าวหน้าในปัจจุบันและในอนาคต

Taylor Swift ได้มีคำคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจนั้น เนื่องจากเธอชอบอ่าน comment ของแฟนคลับ จึงทำให้ได้รับรู้ว่าผู้คนมีความโดดเดี่ยวและขี้เหงามากมายแค่ไหน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่เธอรักษาความสำเร็จจนถึงปัจจุบันเพราะเธอใส่ใจแฟนคลับ ซึ่งไม่เหมือนนักร้องหลายคนที่เคยประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องลาจากเส้นทางในวงการ หรืออยู่ไม่นานนั่นเอง

อาถรรพ์แห่ง นิวเปเล่

อาถรรพ์แห่ง “นิวเปเล่” กับสตาร์นักเตะที่แบกรับฉายานักเตะตำนานแดนกาแฟ

“เปเล่” ชื่อนี้ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ยังไงก็ต้องคุ้นเคยกับตัวของเขาอย่างแน่นอน เพราะนี่คือสุดยอดตำนานดาวค้างฟ้าแห่งวงการลูกหนังที่เก่งกาจที่สุดอีกคนหนึ่งของโลก เขาเป็นยอดตำนานดาวเตะชาวบราซิลที่ฝากผลงานในการยิงประตูแตะหลักพันเอาไว้ และยังเป็นไอด้อลของเด็กๆที่คลั่งไคล้ในลูกหนังเป็นอย่างมาก เขาเป็นนักเตะหมายเลข 10 ที่ครบเครื่องและยังเป็นสตาร์ที่เคยผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองถึง 3 สมัยเลยทีเดียว !

การเลี้ยงบอล จ่ายบอล ยิงประตู สองเท้าที่คมกริบไม่แพ้กัน ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ทำได้ทุกอย่างในการเป็นหมายเลข 10 มันเลยทำให้เขาคือราชันย์ลูกหนังที่เก่งกาจที่สุด มีผลงานที่ชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติเลยทีเดียว เสียดายแค่อย่างเดียวก็คือเขาไม่ได้ย้ายไปเล่นในลีกยุโรปเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ชัดราวกับ HD มากกว่าเดิม

แต่ว่าหลังจากที่เจ้าตัวไม่ได้เล่นบอลอาชีพแล้วนั้น มันก็คือช่วงเวลาที่วงการฟุตบอลบราซิล จะต้องมาตามหากันแล้วล่ะว่า ใครจะเป็น “เปเล่คนใหม่” ที่จะขึ้นมาเขย่าวงการลูกหนังโลก และของทีมชาติบราซิลอีก การจะเป็นนักเตะระดับท๊อปแบบที่เปเล่เป็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ และวันนี้ เราจะมาดูกันเลยว่าเหล่า “นิวเปเล่” ที่เป็นนักเตะสัญชาติบราซิลนั้นพวกเขาเป็นใครกันบ้าง และชีวิตหลังจากที่ได้รับการยกย่องว่าอาจจะเป็นเปเล่คนใหม่นั้น พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง เราจะมาติดตามชมกันต่อได้เลย

ซิโก้

ซิโก้ เป็นนักเตะที่เล่นในสไตล์หมายเลข 10 มีความเป็นเบอร์ 10 อย่างแท้จริงเลยทีเดียว ทั้งการเลี้ยงบอลเข้าไปยิง ใช้เท้าสองข้างเนียนตาไม่แพ้กัน จ่ายบอลคมกริบทั้งในจังหวะพาสบอลธรรมดาๆ หรือจังหวะคิลเลอร์พาส มีการยิงประตูที่เด็ดขาดทั้งลูกนิ่งและการยิง Open Play เรียกว่าครบเครื่อง แต่สิ่งที่ต่างจาก เปเล่ นิดหน่อยก็คือการยืนตำแหน่ง เพราะ ซิโก้ เล่นในตำแหน่งที่ยืนต่ำกว่าเปเล่พอสมควร (ในไลน์หน้าต่ำและมิดฟิลด์ตัวรุก)

สำหรับตัวของ ซิโก้ จัดว่าเป็นนักเตะที่ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าในช่วงเวลาที่เขาเริมมีชื่อเสียง จะเป็นนักเตะที่สามารถก้าวขึ้นมาสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับ เปเล่ แถมยังได้รับฉายาว่าเป็น “เปเล่ขาว” อีกด้วย
เพราะความที่เจ้าตัวมีสไตล์การเล่นที่คล้ายกับ เปเล่ เป็นนักเตะที่โปรดปรานการใส่เสื้อหมายเลข 10 แต่ผิวขาว ต่างจากเปเล่ที่เป็นคนผิวสี เรื่องลีลาการเล่นนั้นเหลือร้ายสุดๆ เขาคือจอมทัพของสโมสร ฟลาเมงโก้ และเป็นนักเตะที่ใส่เสื้อหมายเลข 10 ลงเล่นในฟุตบอลโลก 1982 กับ 1986 (ในปี 1978 เขาใส่เสื้อหมายเลข 8 ลงเล่น)

อันที่จริงนั้น ซิโก้ มีทุกอย่างที่สามารถเป็นนักเตะที่เลื่อนชั้นมาเทียบเคียงกับ เปเล่ ได้อย่างสบายๆเลย ฝีเท้า ความสามารถ ความอัจฉริยะ แถมยังกล้าไปเล่นในลีกยุโรปอย่าง เซเรียอาที่ได้ชื่อว่าเป็นลีกที่หินที่สุด แต่ยังยิงได้มากถึง 19 ประตู เป็นรองเพียง มิเชล พลาตินี ที่ยิงไป 20 ประตูเท่านั้นในฤดูกาลแรกของ ซิโก้ ที่ลงเล่นให้กับ อูดิเนเซ่

แต่ว่าขึ้นชื่อเรื่องเป็นชาติแรกที่ได้แชมป์โลก 3 สมัย มันเลยทำให้แฟนบอลคาดหวังอย่างมากว่า ซิโก้ จะสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้เพื่อตอกย้ำความสำเร็จที่ว่า ซิโก้ จะกลายเป็นนักเตะที่เหนือกว่า เปเล่ แต่ทว่าจากการเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 3 สมัยนั้น ซิโก้ เต็มที่ก็ได้แค่การคว้าอันดับ 3 มาครองในฟุตบอลโลก 1978 เท่านั้น และนอกเหนือจากนั้น พวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายเรียบวุธเลยทีเดียว เราจึงสรุปได้ว่าในแง่ของฝีเท้าและความสำเร็จระดับสโมสร ซิโก้ สามารถเทียบชั้นเปเล่ได้สบายๆ แต่เขาไม่สำเร็จในการคว้าแชมป์ระดับทีมชาติก็เท่านั้นเอง

โรนัลโด้ นาซาริโอ

โรนัลโด้ นาซาริโอ

ถ้าหากเป็นนักเตะรายนี้ น่าจะเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างชื่อขึ้นมาจนกลายเป็นนิวเปเล่ที่ใกล้เคียงที่สุดแล้ว เพราะถ้าหากว่า เปเล่ ได้แชมป์โลกไปครองถึง 3 สมัย แต่ตัวของ โรนัลโด้ ก็ได้แชมป์โลกไปครองถึง 2 สมัย (และได้รองแชมป์โลกอีก 1 ครั้ง) ยิงประตูได้มากมายในสโมสรและทีมชาติ ก็นับว่าเป็นโคตรนักเตะที่เก่งที่สุดเช่นกัน

โรนัลโด้ คือนักเตะที่ไปค้าแข้งในลีกยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อย เขาพิสูจน์ตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมกับทุกทีมที่เขาลงเล่นให้ ทั้งกับทีม PSV , บาร์เซโลนา , อินเตอร์ มิลาน , เรอัล มาดริด และสุดท้ายก็คือ เอซี มิลาน เขายิงได้เป็นกอบเป็นกำ คว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกา 2 สมัย มีบัลลงดอร์ครอง 2 ครั้ง ได้แชมป์ลาลีการ่วมกับ เรอัล มาดริด และแชมป์ฟุตบอลถ้วยมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ เปเล่ ไม่เคยสัมผัส

กล่าวกันว่าถ้าตัวของ โรนัลโด้ ไม่มีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวนล่ะก็ เขาอาจจะไปไกลกว่า เปเล่ และน่าจะกลายเป็นโคตรนักเตะที่เก่งที่สุดตลอดกาลเลยก็ว่าได้ เสียอย่างเดียว โรนัลโด้ มีภาพลักษณ์ในการใส่เสื้อหมายเลข 9 มากกว่า ไม่ได้ใช้เสื้อเบอร์ 10 เป็นเอกลักษณ์แบบที่ เปเล่ ใช้มันมาตลอด

โรมาริโอ

ตอนแรกนั้นตัวของ โรมาริโอ อาจจะมีภูมิใจอยู่บ้างเช่นกันว่าเขาได้รับการยกย่องให้เป็น “เปเล่คนใหม่” แต่ไปมานั้น ด้วยความที่ปกติตัวของ โรมาริโอ ก็เป็นคนที่ไม่ค่อยยอมใครเท่าไหร่ และเมื่อโดนคุณปู่ที่กลัวคนหลงลืมตัวเองอย่าง เปเล่ ออกมาแซะนักเตะไปทั่วที่ทำท่าว่าจะกลายเป็นเบอร์ 1 ของโลก ไม่เว้นกระทั่งตัวของ โรมาริโอ ที่ว่าถ้าหากตัวของ โรมาริโอ คิดที่จะขึ้นมาทาบทามตัวเขานั้น มันจะต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ 3 สมัยเหมือนที่เขาทำได้ และจะต้องยิงประตูให้ได้เป็นพันประตู และได้รับการรับรองจาก FIFA แบบที่เขาทำได้เท่านั้น ใช่แล้ว แค่พูดจาดูถูกขนาดนี้ คนที่ไม่เคยลงให้ใคร แถมอินดี้ตัวพ่อเลยอย่าง โรมาริโอ มีเหรอว่าเขาจะยอม เขาเลยตั้งแง่รังเกียจ เปเล่ และมองว่าเขาเป็นศัตรูที่ชาตินี้ไม่มีทางเผาผีกันแน่นอน

มาพูดถึงเรื่องการที่เจ้าตัวเคยถูกยกย่องให้เป็น เปเล่คนใหม่ กันบ้างดีกว่า ตัวของสไตรเกอร์รายนี้ เป็นนักเตะที่ครบเครื่องมากในการเป็นกองหน้า ทั้งการไปกับบอล การผ่านบอล การทำประตู การใช้จังหวะที่ไม่เปลือง แค่จังหวะแรกก็ซัดทีเดียวเป็นประตูแล้ว แถมยังคมมากในเขตโทษจนเขามีฉายาว่า “อัจฉริยะในกรอบเขตโทษ” ซึ่งได้รับการตั้งฉายานี้โดย โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานเทรนเนอร์และสุดยอดกองหน้าในตำนานชาวดัตช์ของบาร์เซโลนา

โรมาริโอ ปกตินั้นเขาโปรดปรานการใส่เสื้อหมายเลข 11 มากที่สุด แต่เมื่อเขามาอยู่กับ บาร์เซโลนา ตัวของครัฟฟ์ได้ให้เหตุผลว่า โรมาริโอ คือนักเตะที่ดีที่สุดในทีม เขาจึงเลือกที่จะมอบเสื้อหมายเลข 10 ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักเตะที่ดีที่สุดให้กับ โรมาริโอ ซึ่งเขาก็รับมันไปใส่ด้วยความเต็มใจ แถมยังยิงประตูในลาลีกาฤดูกาลแรกของเขาได้ถึง 30 ประตู ได้แชมป์ลาลีกา และดาวยิงสูงสุดของลีกเลยทีเดียว

การใส่เสื้อหมายเลข 10 เล่นกองหน้า มันเลยทำให้เขาโดนเปรียบเทียบกับเปเล่มากขึ้น และโจทย์ต่อมาก็คือ การพาทีมชาติบราซิลที่ปราศจากแชมป์โลกมานาน 24 ปีแล้วคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้ โดยฟุตบอลโลก 1994 มันคือเวทีที่ โรมาริโอ แสดงผลงานได้สุดยอดจริงๆ เขายิงไป 5 ประตู เป็นรองดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ พาทีมคว้าแชมป์โลก 1994 มาครอง มันคือแชมป์โลกในรอบ 24 ปีของบราซิล และยังเป็นชาติแรกที่แชมป์โลกมาครองถึง 4 สมัย แต่ถึงกระนั้นแล้ว เขาก็ยังไม่คิดที่จะเอาตัวเองไปรับฉายาว่า “นิวเปเล่” เพราะเขาคงเกลียดขี้หน้าตำนานรายนี้อย่างมากแล้วจริงๆ

โรบินโญ

โรบินโญ

นี่คือนักเตะที่ได้ชื่อว่าเป็น “นิวเปเล่” ตั้งแต่ยังไม่ได้ย้ายไปเล่นในยุโรปด้วยซ้ำ เพราะด้วยรูปร่าง สีผิว แถมสไตล์การเล่นที่เป็นแนวบราซิเลียน สไตล์ แบบแท้ๆ มีลีลาแพรวพราว สับขาหลอกมันส์ เท้าไว ยิงคม เลี้ยงบอลติดเท้า และยังชอบใส่เสื้อหมายเลข 10 ด้วย ไม่พอ ! เขายังเป็นเด็กปั้นของสโมสร ซานโต๊ส ซึ่งเป็นทีมที่ เปเล่ เติบโตมาตั้งแต่เด็กยันวันที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์อีกด้วย

ตัวของโรบินโญ ใช้ชีวิตในฐานะ “นิวเปเล่” มานานตั้งแต่เด็ก แถมยังได้รับการชื่นชมจากปากของเปเล่ว่านี่คือทายาทลูกหนังของเขา แต่เจ้าตัวคงลืมไปว่า คำชมของเปเล่นี่แทบจะเป็นอาถรรพ์เลยทีเดียว เจิมคนไหน คนนั้นแทบจะไปไม่เป็น แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลังจากที่ โรบินโญ ย้ายไปเล่นในยุโรปเพื่อค้าแข้งกับทั้ง เรอัล มาดริด และรวมถึง เอซี มิลาน เขาก็ไม่เคยสำแดงเดชที่ยอดเยี่ยมออกมาได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว การเล่นของเขามันทรงๆไม่พัฒนาไปไกลกว่าเดิม ซึ่งแม้ว่าเขาจะเคยคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัยกับ มาดริด และยังมีแชมป์เซเรียอากับ มิลาน แต่เมื่อวัดโดยรวมแล้ว เขาก็ไมได้เป็นนักเตะที่น่า “ว้าว” เท่าไหร่นักยามที่ย้ายมาเล่นในยุโรป

เนย์มาร์ จูเนียร์

ทริคการเล่นอันโดดเด่น ลีลาการเล่นที่แพรวพราว ยิงคมทั้งสองเท้า จ่ายบอลชัวร์ เลี้ยงบอลติดเท้า แถมยังมีนิสัยแอ๊กอาร์ตเรียกฟาล์ว ทำอะไรโอเวอร์จนเป็นที่หมั่นไส้ของแฟนบอลและนักเตะฝั่งตรงข้าม แต่กระนั้นแล้ว ก็ต้องยอมรับจริงๆว่า เนย์มาร์ คือนักเตะที่สุดยอดจริงๆ และนอกจากนี้ เขาเองก็เติบโตมากับทีมเยาวชนของ ซานโต๊ส อันเป็นทีมที่ เปเล่ เติบโตมาตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชนเช่นกัน แถมตัวของเปเล่ ยังให้ท้ายดาวเตะรุ่นหลานรายนี้อย่างเต็มที่

ในปัจจุบันนั้น เนย์มาร์ เป็นนักเตะที่ได้ชื่อว่าเป็น “หมายเลข 10 คนปัจจุบัน” ของทีมชาติบราซิล แถมยังเป็นกัปตันทีมชาติบราซิลอีกด้วย แต่มันก็น่าเสียดายที่ว่าจนถึงตอนนี้แล้ว เนย์มาร์ ที่ติดทีมชาติบราซิลมา 10 ปีแล้ว ผ่านการเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมา 2 สมัย แต่เขายังไม่เคยได้แชมป์โลกกับทีมชาติบราซิลเลย มันช่างเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวด โดยเฉพาะในช่วงฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เขาบาดเจ็บในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และไม่ได้ลงเล่นอีกเลย แถมทีมยังได้แค่อันดับ 4 เท่านั้น

3 เหตุผล ที่การยึดติดสิ่งเดิมเป็นการทำลายศักยภาพ

3 เหตุผล ที่การยึดติดสิ่งเดิมเป็นการทำลายศักยภาพ

การยึดติดสิ่งเดิม หรือ Comfort Zone หมายความว่า สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีความคุ้นเคยหรือเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น จนไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีเหตุผลการยึดติดสิ่งเดิม ซึ่งเป็นการทำลายศักยภาพให้คุณได้รับรู้ จะได้หลีกเลี่ยงการยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ตัวคุณเองให้เก่งขึ้น และมีประสบการณ์มากขึ้นกว่าเดิม

เหตุผลที่ 1 การยึดติดสิ่งเดิมสำหรับพนักงานประจำ

พนักงานบางคนที่ทำงานประจำในสายงานของตนเอง เกิดความคุ้นเคยกับกฎระเบียบหรืองานที่ทำเดิม ๆ เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี บางคนอยู่ในหน้าที่การงานของตัวเองเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกษียณ เรียกว่า เช้าชามเย็นชาม เพราะมีความพึงพอใจว่าทำงานอยู่ตรงนี้สบายอยู่แล้ว จึงไม่อยากก้าวข้ามกับหน้าที่การงานและไม่ต้องขวนขวายอะไรในสิ่งที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น นอกจากนี้บางคนคุ้นชินกับการใช้ชีวิตยากจนหรืออยู่อย่างลำบากโดยไม่รู้สึกว่าต้องดิ้นรนเพื่อให้มีความสบายกว่าเดิม หรือที่เรียกว่าอยู่ใน Comfort Zone

เหตุผลที่ 2 การยึดติดสิ่งเดิมสำหรับนักธุรกิจ

กรณีถ้าเป็นนักธุรกิจที่อยู่ใน Comfort Zone เป็นระยะเวลานานก็จะทำลายศักยภาพได้ ซึ่งเป็นการจำกัดตัวเอง เพราะไม่มีการพัฒนาตัวเอง ทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปถึงไหนหรือจะอยู่ที่เดิม ถึงขั้นสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ เช่น ธุรกิจโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง เคยขายได้ดีมากจนมียอดขายที่เติบโตทุกปี แต่ด้วยความที่อยู่ใน Comfort Zone ไม่ได้คิดจะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม ปรากฏว่าธุรกิจสมาร์ทโฟนได้ผลิตโทรศัพท์ที่มีคุณภาพดีกว่าออกมาวางขาย ส่งผลให้ยอดขายของแบรนด์โทรศัพท์รูปแบบเดิมได้ลดลง ก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงและในปัจจุบันถูก take over ไปแล้ว จึงได้มีปรัชญาตะวันตกกล่าวว่า การใช้ชีวิตจริง ๆ จะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณกล้าออกจาก Comfort Zone

เหตุผลที่ 3 การยึดติดสิ่งเดิมสำหรับบุคคลทั่วไป

กรณีวัยเด็กที่ติดอยู่ใน Comfort Zone โดยไม่รู้ตัว เกิดจากการเลี้ยงดูที่พ่อแม่โอ๋ลูกมากเกินไป ส่งผลให้ลูกขาดพัฒนาการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะก้าวออกจากโซนสบาย ส่วนวัยผู้ใหญ่ที่อยู่ใน Comfort Zone โดยไม่รู้ตัว อาจจะมีความคิดในตอนแรกที่จะก้าวข้ามแต่สักพักเริ่มทำไม่ได้ ก็กลับมาหรือถอยตัวเองมาอยู่ใน Comfort Zone เช่น บางคนเรียนหัดขับรถ ช่วงแรกไม่ค่อยเป็น บางครั้งเกียร์ผิด เบรกแรง จึงกลับคิดว่าเป็นผู้โดยสาร จ้างคนขับหรือให้แฟนขับดีกว่า หรือบางคนอยากเรียนภาษาอังกฤษซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานในการพัฒนาตัวเองในการพูดได้อย่างถูกต้อง เมื่อได้เรียนมาสักพักก็รู้สึกท้อใจว่า ภาษาอังกฤษยาก แล้วหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองว่า อยู่ประเทศไทยไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษก็ได้ เป็นต้น

การยึดติดสิ่งเดิมเป็นการทำลายศักยภาพ

คนที่ชอบยึดติดอยู่ในสิ่งเดิม หรือมีความกลัวในการทำสิ่งใหม่ บ่งบอกว่าเป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง ซึ่งการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย เป็นความเสี่ยงสูงสุด เพราะในโลกความเป็นจริง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่มั่นคง หากไม่มีพัฒนาตัวเอง ไม่ปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ ก็จะขาดพัฒนาการเรียนรู้ สักวันหนึ่งเมื่อโลกเปลี่ยนมาก ๆ ก็จะไม่ทันการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเกิดวิกฤต แล้วอย่าหวังที่จะได้รับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตจากพฤติกรรมเดิม ดังนั้น หากไม่อยากทำลายศักยภาพของตัวเอง ควรเปลี่ยนวิธีคิดและศึกษาสิ่งใหม่ ๆ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเองไม่ให้หยุดอยู่กับที่

เทคนิคสร้างแรงบันดาลใจในวันหมดไฟ

เทคนิคสร้างแรงบันดาลใจในวันหมดไฟ

การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ทำให้คุณต้องเผชิญกับปัญหา ความเครียด และแรงกดดันรอบตัว โดยสิ่งเหล่านี้คือต้นตอทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย จนเกิดเป็นภาวะ “หมดไฟ” ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายไม่ต้องการทำอะไร ต้องการเพียงอยู่เฉย ๆ เพราะรู้สึกล้มเหลว แต่รู้หรือไม่ว่าภาวะหมดไฟนี้แก้ได้เพียงใช้ “แรงบันดาลใจ” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน ซึ่งแรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญที่ทำให้อาการนี้หายไปอย่างรวดเร็ว

เพราะอะไรแรงบันดาลใจจึงสำคัญ ?

การก้าวไปถึงจุดหมาย นอกจากความตั้งใจแล้วยังต้องมีแรงบันดาลใจที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนพลังที่คอยผลักดันให้เดินทางสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งหากปราศจากแรงบันดาลใจแล้วก็เปรียบเสมือนไฟที่ปราศจากเชื้อเพลิง ดังนั้น แรงบันดาลใจจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้สิ่งที่หวังประสบความสำเร็จ

แรงบันดาลใจ สร้างได้อย่างไรบ้าง ?

1. อ่านเรื่องราวไอดอลที่ชื่นชอบ

บางครั้งคนเราอาจใช้ “ใครอีกคน” เป็นแรงบันดาลเดินทางสู่ความสำเร็จ โดยอาจเป็นคนในครอบครัว บุคคลใกล้ชิด หรือไอดอลในแวดวงต่าง ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเขาเหล่านั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่เราได้ ให้ลองอ่านประวัติหรือแนวทางการดำเนินชีวิตของเขาก่อนที่จะประสบความสำเร็จ โดยการอ่านเรื่องราวของบุคคลที่ชื่นชอบอาจทำให้ได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการกลับมามีไฟได้อีกครั้ง

2. หนังสือเล่มโปรด

สำหรับใครที่ชอบอ่านหนังสือ ลองเติมแรงบันดาลใจด้วยการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน ยิ่งหากเป็นหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตนเองหรือหนังสือที่ช่วยสร้างกำลังใจยิ่งดีต่อสุขภาพใจ เพราะนี่คือตัวช่วยให้กลับมาเข้มแข็งและเดินต่ออีกครั้ง

3. ทบทวนเป้าหมาย

หลายครั้งที่หมดกำลังใจคือหลายครั้งที่เราอาจลืมไปว่าเรามีเป้าหมาย และลืมไปว่าเป้าหมายนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ดังนั้น เมื่อมีเป้าหมายควรเขียนใส่สมุดบันทึกเอาไว้ เพื่อที่ยามท้อแท้หรือหมดไฟจะได้หยิบมาอ่าน เพื่อทบทวนความฝันอันยิ่งใหญ่และกลับมามีไฟได้ในเร็ววัน

4. ให้เวลาตัวเอง

แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาหมดไฟ ไร้แรงบันดาลในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่ารีบร้อนลุกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอย่าลืมว่าบางครั้งชีวิตก็ต้องการช่วงเวลาหยุดพักบ้าง จึงไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเอง แต่ควรให้เวลาตัวเองได้พัก เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้สามารถกลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้ง

5. ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่

เมื่อจิตใจได้หยุดพักเพื่อหาแรงบันดาลใจแล้ว ก็ได้เวลาที่ชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้จะต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง แข็งแรง เพื่อพิชิตเป้าหมายหรือความฝันโดยเร็วที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องรอให้หมดไฟก็หาแรงบันดาลใจได้ เพราะอย่าลืมว่าแรงบันดาลใจคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับใครที่ชีวิตอยู่ในช่วง “หมดไฟ” ขาดแรงบันดาลใจในการก้าวเดินสู่จุดหมาย ลองนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มเชื้อเพลิงให้กลับมาลุกโชนและพร้อมเดินหน้าพิชิตความสำเร็จตามที่หวังอีกครั้ง

เพราะอะไรแรงบันดาลใจจึงสำคัญ

How to หาตัวตนเพื่อจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก

How to หาตัวตนเพื่อจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก

การทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้เวลามากที่สุดในแต่ละวัน เพราะใช้เวลาอย่างน้อย 8 ถึง 10 ชั่วโมง บางทีมากกว่าการนอนหลับพักผ่อนเสียอีก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี How to หาตัวตนทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก คุณจะได้มีความสุขและได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

วิธีค้นหาในสิ่งที่ตัวเองรัก

วิธีที่ 1 ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

การไม่ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ยึดติดสิ่งเดิมหรือที่เคยชิน เรียกว่าเป็นการอยู่ใน COMFORT ZONE หากคุณสังเกตตัวเองว่าเป็นคนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้และอยากหางานในสิ่งที่รัก ก็จะต้องลองทำอะไรก็ได้ในเชิงสร้างสรรค์ เช่น การคบคนใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคบมาก่อน โดยเฉพาะคนที่ทำอาชีพแตกต่างกับคุณ การลองขายของ เป็นต้น

วิธีที่ 2 สังเกตตัวเองว่าทำงานเพราะความกลัวอะไรบางอย่างหรือไม่

การรับฟังใจตัวเองว่า สิ่งที่ทำงานในตอนนี้ ทำด้วยความรักหรือทำเพราะความกลัวอะไรบางอย่างหรือไม่ เช่น กลัวว่าถ้าไม่ทำก็จะตกงานส่งผลให้ไม่มีรายได้ กลัวว่าตัวเองไม่มีคุณภาพมากพอที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ เป็นต้น หากมีความกลัวเช่นนี้ บ่งบอกว่า ไม่ใช่งานที่รักอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ต้องค้นหาตัวเองว่ามีพรสวรรค์ด้านไหน หากใครบอกว่าไม่มีพรสวรรค์ ไม่ใช่ความจริงเพราะเป็นไปไม่ได้เลยว่าทุกคนจะไม่มีพรสวรรค์ เพียงแต่ว่าหลายคนไม่ทราบว่าเก่งอะไร เมื่อไม่รู้ตัวเอง ถึงแม้ว่าได้เงินมาแต่เป็นงานที่ไม่ชอบ โอกาสจะมีความสุขในชีวิตก็จะน้อย

วิธีที่ 3 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชอบหรือถนัดอะไร”

สิ่งที่ดีสำหรับคนอื่น อาจจะไม่ดีสำหรับคุณ ทำให้การตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชอบหรือถนัดอะไร” จึงมีความสำคัญ เพราะไม่มีใครอยู่กับคุณนานเท่ากับที่คุณอยู่กับตัวเองและเมื่อคุณเจอสิ่งที่ชอบแล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะเริ่มต้นด้วยเงินเดือนที่น้อยกว่าหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ค่อยดีนักก็ให้ลงมือทำไปก่อน เป็นการพัฒนาจุดแข็งในสิ่งที่ชอบให้ไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากงานที่รักจะทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน สนุกจนลืมเวลาและไม่รู้สึกว่าจะต้องตื่นเช้ามาทำงาน เมื่อทำด้วยหัวใจก็จะทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและเป็นงานที่มีความหมายกับคุณ นอกจากนี้ยังเป็นงานที่สามารถใช้ศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่โดยไม่สนใจเลยว่างานที่ทำอยู่จะซ้ำ ๆ เดิม ๆ หรือไม่ก็ตามวิธีค้นหาในสิ่งที่ตัวเองรัก

3 วิธี หาตัวตนเพื่อจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักดังกล่าวข้างต้น หากคุณได้ทำตามคำแนะนำ คุณก็จะทำงานแบบไม่ฝืนใจทำและทำงานด้วยความสุข ซึ่งเป็นการใช้เวลาได้อย่างมีคุณค่า ส่งผลให้ผลลัพธ์ของงานที่ทำมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น หากยิ่งทำประโยชน์ให้คนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้คุณได้ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินมากขึ้นอีกด้วย

วิธีการเลือกบริการเว็บ Hosting ทำอย่างไร

เริ่มต้นเลือกเว็บ Hosting อย่างไร

ร้านค้าเล็ก ๆ ที่เริ่มทำธุรกิจออนไลน์สร้างเว็บไซต์ของตัวเอง หากต้องเริ่มต้นจากศูนย์คงไม่ใช่เรื่องง่าย การเลือกบริการเว็บ Hosting เป็นทางลัดให้เจ้าของธุรกิจที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีมากนักสร้างเว็บไซต์ให้ลูกค้ารู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เว็บโฮสติ้งช่วยให้เผยแพร่ข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยเจ้าของเว็บไม่ต้องดูแลเอง สามารถรองรับผู้เข้าชมจำนวนมากแบบไม่สะดุดโดยไม่ต้องลงทุนด้านเซิร์ฟเวอร์ให้ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีบริการออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้าด้วย วิธีการเลือกเว็บโฮสติ้งที่เหมาะกับธุรกิจของคุณจะเริ่มต้นอย่างไร

เริ่มต้นเลือกเว็บ Hosting อย่างไร

สิ่งสำคัญอันดับแรกต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งว่าปลอดภัยและมั่นคง การลงทุนทำธุรกิจในทุกวันนี้สิ่งสำคัญคือความน่าเชื่อถือ การสร้างเว็บไซต์ก็เช่นเดียวกัน หากเข้าใช้งานเว็บที่มีความเสถียร รวดเร็ว และปลอดภัยจึงจะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับพนันบอลหรือติดตาม ผลบอลสด 888 ซึ่งต้องมองถึงความน่าเชื่อถือและปลอดภัยอย่างสูงมาก จากการดึงดูดผู้ใช้บริการให้เข้ามาชมและเลือกเล่น จึงต้องพิถีพิถันเลือกเว็บ Hosting ที่ใส่ใจในบริการ สามารถบริหารจัดการเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถรองรับลูกค้าจำนวนมากที่เข้ามาใช้งานพร้อมกันในช่วงเวลาเร่งด่วน ไม่เกิดปัญหาเว็บล่มและการเชื่อมต่อสะดุด ต้องแน่ใจว่าผู้ให้บริการโฮสติ้งที่เลือกนั้นมีประสิทธิภาพส่งเสริมให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้

ตรวจสอบรีวิวของผู้ใช้แต่ละรายว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บโฮสติ้งอย่างไร พิจารณาถึงคุณภาพและข้อเสนอบริการรายเดือน ประสบการณ์ของลูกค้าคนอื่น ๆ และการให้คะแนนของลูกค้าเป็นประโยชน์อย่างมาก ดูว่าพวกเขาพอใจกับบริการที่ได้รับหรือไม่ เมื่อพบปัญหาจะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคทันทีหรือไม่ เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียเพื่อเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่เหมาะสม

เช็คราคาแต่ละแพ็กเกจ ก่อนอื่นเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องทราบความต้องการของตนเองว่าต้องการเว็บไซต์ขนาดไหน ใส่ข้อมูลอะไรโพสต์ลงไปบ้าง จำนวนหน้าเพจ จำนวนบทความและรูปภาพ รวมถึงราคาค่าบริการที่เหมาะสม เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วจะตัดสินใจได้ว่าควรเลือกเว็บโฮสติ้งแบบไหนดี เช่น เว็บโฮสติ้งที่ใช้ร่วมกัน, เว็บโฮสติ้งเช่าเครื่อง, เว็บโฮสติ้งบนคลาวด์ ซึ่งแต่ละประเภทมีแผนให้บริการลูกค้าแตกต่างกันและราคาแตกต่างกันด้วย นอกจากเลือกใช้บริการเว็บ Hosting ตามความเหมาะสมของการใช้งานแล้ว ต้องใส่ใจเลือกเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติสูง มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อให้โหลดเว็บรวดเร็วทำให้ผู้ใช้งานประทับใจนั่นเอง

ธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่มีเงินทุนมาก บริการเว็บโฮสติ้งเป็นการลงทุนที่ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาในการบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนจ้างพนักงานไอทีเข้าทำงานประจำ ในเมื่อเว็บโฮสติ้งให้บริการแบบครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาทางธุรกิจตั้งแต่ระดับเริ่มต้นเพื่อลดข้อผิดพลาดเนื่องจากขาดประสบการณ์ โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำเว็บไซต์ บริการเว็บโฮสติ้งจะดูแลข้อมูลทั้งหมดและมั่นใจว่ามีการสำรองข้อมูลและรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา เริ่มสร้างเว็บไซต์ด้วยการเลือกบริการเว็บโฮสติ้งที่ดีจะสร้างความรวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจน สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วราบรื่น

วิธีการเลือกบริการเว็บ Hosting ทำอย่างไร

เหตุผลที่คนทำงานควรหาเวลาเล่นโยคะ

โยคะ วิธีบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรมที่ทำได้ง่าย ๆ

ออฟฟิศซินโดรม อาการยอดฮิตที่เกิดขึ้นกับคนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ โดยไม่ค่อยได้ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ

จุดเริ่มต้นของอาการนี้มักเริ่มจาก การปวดคอ, ปวดหลัง, ปวดไหล่, ปวดศอกหรือข้อมือ ก่อนจะพัฒนาไปสู่ปัญหากล้ามเนื้ออักเสบและอาการปวดเรื้อรัง หากไม่รีบรักษาอาจรุนแรงมากขึ้นจนกระทบต่อระบบประสาทอัตโนมัติ เช่นทำให้เกิดอาการชา, วูบ, และมึนงง ซึ่งจะก็จะต้องจบลงด้วยการพบแพทย์ ใช้ยา และกายภาพบำบัดในการรักษา

โยคะ วิธีบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรมที่ทำได้ง่าย ๆ

ผู้มีปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมจำนวนไม่น้อยจะได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถ ในระหว่างการนั่งทำงานให้บ่อยขึ้นและหากเป็นไปได้ควรหาโอกาสยืดเหยียด กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพื่อคลายความตึงและล้า ซึ่งเทคนิคนี้ก็คือหนึ่งในหลักการสำคัญของโยคะนั่นเอง

โยคะ กับสุขภาพของคนทำงาน

หลักสำคัญของการฝึกโยคะนั้นนอกจากจะเน้นสร้างความสมดุลของร่างกาย เน้นการยืดเหยียด สร้างความยืดหยุ่นและแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว ยังเน้นการควบคุมลมหายใจ ให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดและกังวลอีกด้วย การฝึกโยคะเป็นประจำ จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนี้

ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายดีขึ้น เพราะหลอดเลือดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะขยายตัว ในจังหวะที่มีการยืด หรือเหยียดกล้ามเนื้อ

เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อยล้าของร่างกาย

ลดความตึงเครียด เพราะขณะที่ฝึกโยคะ จะต้องกำหนดลมหายใจเข้า–ออก ให้สอดคล้องกับการยืดเหยียดของร่างกาย เท่ากับเป็นการฝึกการกำหนดลมหายใจ เป็นหลักการเดียวกันกับการทำสมาธิแบบอาณาปานสตินั่นเอง เมื่อได้ฝึกสมาธิให้จดจ่ออยู่กับการยืดเหยียดร่างกายแล้ว ก็จะทำให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ลดความเครียดและกังวล ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงป้องกันโรคต่าง ๆ ที่มาจากความเครียด เช่น ไมเกรน ด้วย

ช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ท่าฝึกโยคะหลายท่า เช่นท่าต้นไม้ (Tree Post), ท่าธนู (Bow post) และท่านักรบ (Warrior) จะเน้นสร้างความสมดุลให้กับร่างกายทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ช่วยฝึกในเรื่องการทรงตัวอย่างสมดุลขึ้น

ช่วยฝึกการควบคุมอารมณ์ เพราะหนึ่งในหลักการของโยคะคือ การฝึกลมหายใจ โดยระหว่างฝึกจะต้องหายใจเข้าให้ลึกและหายใจออกให้ยาว หากนำหลักการนี้ไปใช้ควบคุมความโกรธหรือนำไปใช้ในช่วงที่มีอารมณ์พลุ่งพล่าน ก็จะช่วยในการควบคุมสติและอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของโยคะที่มีต่อระบบการทำงานของร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน รวมถึงการจัดการด้านอารมณ์และความผ่อนคลาย ขอแนะนำคนทำงานควรหาเวลาว่างฝึกโยคะไว้บ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เพื่อให้โยคะช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของคนวัยทำงานด้วยพลังจากลมหายใจของตนเอง

เหตุผลที่คนทำงานควรหาเวลาเล่นโยคะ

เทคนิคสร้างความสดชื่นในทุกวัน

เทคนิคสร้างความสดชื่นในทุกวัน

ปัจจุบันเราทำงานท่ามกลางความเครียดและมีแรงกดดันจากรอบข้าง ทั้งจากหัวหน้า ลูกค้า หรือ ภาวะเศรษฐกิจสังคมที่มีการแข่งขันมากมาย ทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีความเบื่อและเครียด ขาดความสดใสในการทำงาน

การเสริมประสิทธิภาพในการทำงานโดยมีอารมณ์ที่แจ่มใสได้ จึงต้องหาเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับตัวเองในการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้ดี เรามาดูกันว่า มีเทคนิคอะไรบ้างที่คนทั่วไปนิยมกัน

สดชื่นได้ทุกวัน ด้วยวิธีเหล่านี้

1. การดื่มกาแฟและโกโก้

กาแฟและโกโก้เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ การดื่มอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ได้รับสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบการทำงานของสมอง จึงเพิ่มความกระฉับกระเฉงตื่นตัวได้อีก 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้าคุณมีอาการนอนไม่หลับ การดื่มเครื่องดื่มกลุ่มนี้ จะช่วยให้คุณตาสว่างดียิ่งขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม คนที่มีอาการแพ้กาแฟ เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ควรเลี่ยงไปดื่มเครื่องดื่มกลุ่มน้ำหวานแทน

2. รับประทานอาหารที่มีค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำ

อาหารที่มีค่า glycemic index ต่ำ หมายถึง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสูง เมื่อรับประทานเข้าไปและผ่านกระบวนการย่อยแล้วร่างกายจะได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอหลายชั่วโมง มักเป็นกลุ่มธัญพืช เช่น ถั่ว ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีต การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ จะทำให้ระบบร่างกายทำงานได้สมดุล เสริมความสดชื่นได้นานทั้งวัน และยังลดโอกาสการเป็นโรคอ้วนและเบาหวานได้ด้วย

3. เดินทักทายเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ

ถ้าคุณทำงานในออฟฟิศ ก่อนทำงานสัก 5-10 นาที ควรเดินทักทายเพื่อนตามโต๊ะต่าง ๆ เพราะการเดินจะช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าได้มากขึ้น และยังเป็นการเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน เพราะเวลาทั้งวัน คุณอาจต้องยุ่งแต่กับงานจนไม่มีโอกาสได้ทักทายกันอีก ทั้งนี้ คุณอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคนอื่น ที่ใช้เสื้อผ้าใหม่ ทำผมทรงใหม่หรือแต่งหน้าสวยเป็นพิเศษ อย่าลืมชมเพื่อน ๆ ให้เขาสดชื่นไปทั้งวันกับคุณด้วย

4. พูดกับตัวเองด้วยทัศนคติที่ดี

การทำงานที่เครียดสูงหรือมีปัญหาให้แก้ไขมาก ต้องสร้างทัศนคติบวกต่อตัวเอง ไม่มัวบ่นคำว่า เบื่อ รำคาญ หงุดหงิดเมื่อได้รับคำติจากลูกค้าหรือหัวหน้า แต่มองให้เห็นแง่บวก เช่นเห็นว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง หรือเราจะเก่งขึ้นจากการแก้ปัญหา จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างมีความสุขขึ้น

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการเพิ่มความสดใสให้คุณในทุกวัน ดังเทคนิคที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้เลยทันที เราหวังว่าบทความนี้ จะเป็นแนวทางให้คุณนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในชีวิตประจำวันในการทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี

สดชื่นได้ทุกวัน ด้วยวิธีเหล่านี้

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบุญปล่อยสัตว์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบุญปล่อยสัตว์

การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกนำไปฆ่านั้น เป็นความนิยมของคนไทยมาแต่โบราณ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการช่วยให้สัตว์มีชีวิตรอดและเกิดกุศลที่ยิ่งใหญ่ ทำให้คนที่ปล่อยสัตว์ได้บุญสูง แคล้วคลาดจากอันตรายร้ายแรงได้

สัตว์ที่คนไทยนิยมปล่อยจะมีความหมายต่างกัน ดังนี้

1. ปลาไหล

ปลาไหลเป็นปลาที่มีรูปร่างคล้ายงู ทำให้มีความเชื่อว่า เมื่อปล่อยปลาไหลจะทำให้ชีวิตลื่นไหล ทำสิ่งใดก็ไม่มีอุปสรรค และทำให้พ้นภัยจากคนที่คิดร้ายด้วย

2. เต่า

เต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนและมีกระดองที่แข็งแรงช่วยป้องกันตัวเองให้พ้นภัยจากสัตว์ใหญ่ การปล่อยเต่าจึงทำให้ผู้ที่ทำบุญมีอายุยืน โรคภัยต่าง ๆ ที่เป็นอยู่อาการทุเลาหรือหายได้ ส่วนผู้ที่กำลังมีเคราะห์ร้ายก็จะทำให้ชีวิตพ้นจากอุปสรรคได้อย่างน่าอัศจรรย์

3. หอยขม

หอยขมเป็นสัตว์ที่มีชื่อแสดงถึงความขมขื่นเศร้าโศก การปล่อยหอยขมจึงเป็นการทำให้หมดทุกข์โศก พ้นจากเรื่องที่ทำให้เสียใจหรือเครียดต่าง ๆ เหมาะกับผู้ที่กำลังประสบปัญหาในชีวิตอย่างมาก

4. นก

นกเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระ การปล่อยนกจึงเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่หมดจากปัญหาภาระต่าง ๆ ทั้งด้านการงาน การเงินและปัญหาครอบครัวได้

การปล่อยสัตว์เป็นการทำบุญที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วย เช่น

1. สถานที่ซื้อสัตว์

ควรเป็นตลาดที่แม่ค้ากำลังจะนำสัตว์เหล่านั้นไปฆ่า เพื่อเป็นการช่วยให้สัตว์เหล่านั้นได้รอดชีวิตจริง ๆ ซึ่งมีคำเรียกว่า เป็นการช่วยชีวิตหน้าเขียง เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีบุญใหญ่เกิดขึ้นทันที

2. สถานที่นำสัตว์ไปปล่อย

ควรศึกษาว่าสัตว์แต่ละชนิดเติบโตในน้ำแบบใด เช่น น้ำเค็ม น้ำจืด น้ำกร่อย พื้นที่ลุ่ม น้ำลึก น้ำตื้น ฯลฯ เพราะหากปล่อยไม่เหมาะสม ก็อาจเป็นการสร้างบาปที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นเสียชีวิตจากการไม่สามารถเติบโตหรือเป็นอาหารให้แก่สัตว์เจ้าถิ่นได้

3. ปลอดภัยจากคน

สถานที่ปล่อยสัตว์หลายแห่ง อาจมีคนรอจับสัตว์เหล่านี้ขึ้นไปขายหรือนำไปประกอบอาหาร ดังนั้นก่อนการปล่อยสัตว์ควรเลือกบริเวณที่เป็นเขตอภัยทานในวัด ซึ่งอาจปรึกษาพระลูกวัด ว่าควรปล่อยบริเวณใดถึงจะปลอดภัย หรือหากปล่อยตามคูคลองแม่น้ำ ก็ต้องดูว่าไม่มีคนตกปลา เหวี่ยงแห ฯลฯ อยู่บริเวณนั้นด้วย

หลังการปล่อยสัตว์ชนิดต่าง ๆ คนไทยมีความเชื่อว่าจะไม่บริโภคสัตว์นั้น ๆ ตลอดชีวิต เช่น คนที่ปล่อยปลาไหล ก็จะไม่รับประทานเมนูอาหารจากปลาไหล เช่น ผัดเผ็ดปลาไหล เป็นต้น เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อมูลและข้อคิดที่ดีจากการทำบุญปล่อยสัตว์ เพื่อให้ทุกท่านนำไปปฏิบัติในการทำบุญทุกเทศกาลได้

สัตว์ที่คนไทยนิยมปล่อยจะมีความหมายต่างกัน

ไม่อยากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

ไม่อยากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเรื้อรังที่องค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทยต้องการรณรงค์ทุกคนรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคนี้มากขึ้น โดยเพิ่มการออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เรามาดูกันว่าอาหารใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคนี้

อาหารที่มีความเสี่ยง ที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารมีเกลือปรุงรสเค็มและผงชูรส

ซอสปรุงรสเค็ม อย่าง น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสมะเขือเทศ เต้าเจี้ยว ฯลฯ ที่เราใช้ในการทำอาหารคาว หากดูที่ข้างฉลากจะมีตัวเลขแสดงเกลือโซเดียมอยู่ในปริมาณที่สูง ซึ่งมีการศึกษาพบว่า หากวันหนึ่งเรารับประทานเกลือมากกว่า 1 ช้อนชา จะทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น 5-10 mmHg ได้ นอกจากนี้ ควรลดปริมาณผงชูรสในเมนูอาหารด้วย เพราะผงชูรสมีสูตรทางเคมีว่าโมโนโซเดียมกลูตาเมต จะทำให้เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงขึ้นได้เช่นกัน

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

เนื่องจากหลอดเลือดของเรามีโอกาสอุดตันได้ง่ายจากไขมันอิ่มตัวที่มาจากอาหาร โดยเฉพาะเส้นเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง เมื่อมีการอุดตัน ระดับความดันจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ควบคู่กับปากเบี้ยว ความจำเสื่อม และหากไม่รีบรักษา ก็จะทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เมนูอาหารจากหนังไก่ มันหมู นมข้นหวาน เบเกอรี่ คุกกี้ เค้ก ฯลฯ และน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม นอกจากนี้ อาหารที่ทำด้วยการทอด จะมีไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง อยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่าอาหารที่ทำด้วยการต้มหรือนึ่ง แนะนำให้ผู้ที่ทำอาหารรับประทานเอง เปลี่ยนวิธีทำอาหารมาใช้เครื่องต้ม นึ่ง อบ หรือทอดแบบไม่ใช้น้ำมัน แทนการทอดปกติ

อาหารแช่แข็งและของสำเร็จรูป

อาหารแช่แข็งเป็นกลุ่มสินค้าที่คนรุ่นใหม่นิยมเพราะสามารถซื้อเก็บไว้ได้นาน แต่ก็มีข้อเสีย คือจะมีการใส่วัตถุกันเสียและวัตถุปรุงรส ซึ่งมีการวิจัยว่าทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นด้วย เช่นเดียวกับอาหารหมักดอง กุนเชียง ไส้กรอก เส้นบะหมี่ วุ้นเส้น ฯลฯ แบบปรุงสำเร็จ ที่หากรับประทานบ่อย ๆ ก็จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงได้

น้ำอัดลม เครื่องดื่มจำพวกเกลือแร่

การดื่มน้ำสะอาดนั้นดีที่สุด เพราะน้ำอัดลมและเกลือแร่พร้อมดื่มสำหรับนักกีฬา จะมีโซเดียมและและสารปรุงแต่งรสที่สะสมให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ทั้งความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือ เบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ รวมถึงโรคทางทันตกรรม คือ ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ด้วย

อาหารที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่หลายประเภท หากต้องการดูแลสุขภาพตัวเองและคนใกล้ชิดให้ปลอดจากโรคเรื้อรังนี้ ก็ต้องศึกษาและเลือกบริโภคอาหารตามที่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขแนะนำดังกล่าวข้างต้น

อาหารที่มีความเสี่ยง ที่ควรหลีกเลี่ยง