เหตุผลที่คนทำงานควรหาเวลาเล่นโยคะ

โยคะ วิธีบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรมที่ทำได้ง่าย ๆ

ออฟฟิศซินโดรม อาการยอดฮิตที่เกิดขึ้นกับคนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ โดยไม่ค่อยได้ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ

จุดเริ่มต้นของอาการนี้มักเริ่มจาก การปวดคอ, ปวดหลัง, ปวดไหล่, ปวดศอกหรือข้อมือ ก่อนจะพัฒนาไปสู่ปัญหากล้ามเนื้ออักเสบและอาการปวดเรื้อรัง หากไม่รีบรักษาอาจรุนแรงมากขึ้นจนกระทบต่อระบบประสาทอัตโนมัติ เช่นทำให้เกิดอาการชา, วูบ, และมึนงง ซึ่งจะก็จะต้องจบลงด้วยการพบแพทย์ ใช้ยา และกายภาพบำบัดในการรักษา

โยคะ วิธีบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรมที่ทำได้ง่าย ๆ

ผู้มีปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมจำนวนไม่น้อยจะได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถ ในระหว่างการนั่งทำงานให้บ่อยขึ้นและหากเป็นไปได้ควรหาโอกาสยืดเหยียด กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพื่อคลายความตึงและล้า ซึ่งเทคนิคนี้ก็คือหนึ่งในหลักการสำคัญของโยคะนั่นเอง

โยคะ กับสุขภาพของคนทำงาน

หลักสำคัญของการฝึกโยคะนั้นนอกจากจะเน้นสร้างความสมดุลของร่างกาย เน้นการยืดเหยียด สร้างความยืดหยุ่นและแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว ยังเน้นการควบคุมลมหายใจ ให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดและกังวลอีกด้วย การฝึกโยคะเป็นประจำ จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนี้

ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายดีขึ้น เพราะหลอดเลือดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะขยายตัว ในจังหวะที่มีการยืด หรือเหยียดกล้ามเนื้อ

เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อยล้าของร่างกาย

ลดความตึงเครียด เพราะขณะที่ฝึกโยคะ จะต้องกำหนดลมหายใจเข้า–ออก ให้สอดคล้องกับการยืดเหยียดของร่างกาย เท่ากับเป็นการฝึกการกำหนดลมหายใจ เป็นหลักการเดียวกันกับการทำสมาธิแบบอาณาปานสตินั่นเอง เมื่อได้ฝึกสมาธิให้จดจ่ออยู่กับการยืดเหยียดร่างกายแล้ว ก็จะทำให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ลดความเครียดและกังวล ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงป้องกันโรคต่าง ๆ ที่มาจากความเครียด เช่น ไมเกรน ด้วย

ช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ท่าฝึกโยคะหลายท่า เช่นท่าต้นไม้ (Tree Post), ท่าธนู (Bow post) และท่านักรบ (Warrior) จะเน้นสร้างความสมดุลให้กับร่างกายทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ช่วยฝึกในเรื่องการทรงตัวอย่างสมดุลขึ้น

ช่วยฝึกการควบคุมอารมณ์ เพราะหนึ่งในหลักการของโยคะคือ การฝึกลมหายใจ โดยระหว่างฝึกจะต้องหายใจเข้าให้ลึกและหายใจออกให้ยาว หากนำหลักการนี้ไปใช้ควบคุมความโกรธหรือนำไปใช้ในช่วงที่มีอารมณ์พลุ่งพล่าน ก็จะช่วยในการควบคุมสติและอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของโยคะที่มีต่อระบบการทำงานของร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน รวมถึงการจัดการด้านอารมณ์และความผ่อนคลาย ขอแนะนำคนทำงานควรหาเวลาว่างฝึกโยคะไว้บ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เพื่อให้โยคะช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของคนวัยทำงานด้วยพลังจากลมหายใจของตนเอง

เหตุผลที่คนทำงานควรหาเวลาเล่นโยคะ

เทคนิคสร้างความสดชื่นในทุกวัน

เทคนิคสร้างความสดชื่นในทุกวัน

ปัจจุบันเราทำงานท่ามกลางความเครียดและมีแรงกดดันจากรอบข้าง ทั้งจากหัวหน้า ลูกค้า หรือ ภาวะเศรษฐกิจสังคมที่มีการแข่งขันมากมาย ทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีความเบื่อและเครียด ขาดความสดใสในการทำงาน

การเสริมประสิทธิภาพในการทำงานโดยมีอารมณ์ที่แจ่มใสได้ จึงต้องหาเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับตัวเองในการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้ดี เรามาดูกันว่า มีเทคนิคอะไรบ้างที่คนทั่วไปนิยมกัน

สดชื่นได้ทุกวัน ด้วยวิธีเหล่านี้

1. การดื่มกาแฟและโกโก้

กาแฟและโกโก้เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ การดื่มอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ได้รับสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบการทำงานของสมอง จึงเพิ่มความกระฉับกระเฉงตื่นตัวได้อีก 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้าคุณมีอาการนอนไม่หลับ การดื่มเครื่องดื่มกลุ่มนี้ จะช่วยให้คุณตาสว่างดียิ่งขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม คนที่มีอาการแพ้กาแฟ เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ควรเลี่ยงไปดื่มเครื่องดื่มกลุ่มน้ำหวานแทน

2. รับประทานอาหารที่มีค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำ

อาหารที่มีค่า glycemic index ต่ำ หมายถึง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสูง เมื่อรับประทานเข้าไปและผ่านกระบวนการย่อยแล้วร่างกายจะได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอหลายชั่วโมง มักเป็นกลุ่มธัญพืช เช่น ถั่ว ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีต การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ จะทำให้ระบบร่างกายทำงานได้สมดุล เสริมความสดชื่นได้นานทั้งวัน และยังลดโอกาสการเป็นโรคอ้วนและเบาหวานได้ด้วย

3. เดินทักทายเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ

ถ้าคุณทำงานในออฟฟิศ ก่อนทำงานสัก 5-10 นาที ควรเดินทักทายเพื่อนตามโต๊ะต่าง ๆ เพราะการเดินจะช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าได้มากขึ้น และยังเป็นการเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน เพราะเวลาทั้งวัน คุณอาจต้องยุ่งแต่กับงานจนไม่มีโอกาสได้ทักทายกันอีก ทั้งนี้ คุณอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคนอื่น ที่ใช้เสื้อผ้าใหม่ ทำผมทรงใหม่หรือแต่งหน้าสวยเป็นพิเศษ อย่าลืมชมเพื่อน ๆ ให้เขาสดชื่นไปทั้งวันกับคุณด้วย

4. พูดกับตัวเองด้วยทัศนคติที่ดี

การทำงานที่เครียดสูงหรือมีปัญหาให้แก้ไขมาก ต้องสร้างทัศนคติบวกต่อตัวเอง ไม่มัวบ่นคำว่า เบื่อ รำคาญ หงุดหงิดเมื่อได้รับคำติจากลูกค้าหรือหัวหน้า แต่มองให้เห็นแง่บวก เช่นเห็นว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง หรือเราจะเก่งขึ้นจากการแก้ปัญหา จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างมีความสุขขึ้น

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการเพิ่มความสดใสให้คุณในทุกวัน ดังเทคนิคที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้เลยทันที เราหวังว่าบทความนี้ จะเป็นแนวทางให้คุณนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในชีวิตประจำวันในการทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี

สดชื่นได้ทุกวัน ด้วยวิธีเหล่านี้

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบุญปล่อยสัตว์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบุญปล่อยสัตว์

การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกนำไปฆ่านั้น เป็นความนิยมของคนไทยมาแต่โบราณ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการช่วยให้สัตว์มีชีวิตรอดและเกิดกุศลที่ยิ่งใหญ่ ทำให้คนที่ปล่อยสัตว์ได้บุญสูง แคล้วคลาดจากอันตรายร้ายแรงได้

สัตว์ที่คนไทยนิยมปล่อยจะมีความหมายต่างกัน ดังนี้

1. ปลาไหล

ปลาไหลเป็นปลาที่มีรูปร่างคล้ายงู ทำให้มีความเชื่อว่า เมื่อปล่อยปลาไหลจะทำให้ชีวิตลื่นไหล ทำสิ่งใดก็ไม่มีอุปสรรค และทำให้พ้นภัยจากคนที่คิดร้ายด้วย

2. เต่า

เต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนและมีกระดองที่แข็งแรงช่วยป้องกันตัวเองให้พ้นภัยจากสัตว์ใหญ่ การปล่อยเต่าจึงทำให้ผู้ที่ทำบุญมีอายุยืน โรคภัยต่าง ๆ ที่เป็นอยู่อาการทุเลาหรือหายได้ ส่วนผู้ที่กำลังมีเคราะห์ร้ายก็จะทำให้ชีวิตพ้นจากอุปสรรคได้อย่างน่าอัศจรรย์

3. หอยขม

หอยขมเป็นสัตว์ที่มีชื่อแสดงถึงความขมขื่นเศร้าโศก การปล่อยหอยขมจึงเป็นการทำให้หมดทุกข์โศก พ้นจากเรื่องที่ทำให้เสียใจหรือเครียดต่าง ๆ เหมาะกับผู้ที่กำลังประสบปัญหาในชีวิตอย่างมาก

4. นก

นกเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระ การปล่อยนกจึงเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่หมดจากปัญหาภาระต่าง ๆ ทั้งด้านการงาน การเงินและปัญหาครอบครัวได้

การปล่อยสัตว์เป็นการทำบุญที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วย เช่น

1. สถานที่ซื้อสัตว์

ควรเป็นตลาดที่แม่ค้ากำลังจะนำสัตว์เหล่านั้นไปฆ่า เพื่อเป็นการช่วยให้สัตว์เหล่านั้นได้รอดชีวิตจริง ๆ ซึ่งมีคำเรียกว่า เป็นการช่วยชีวิตหน้าเขียง เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีบุญใหญ่เกิดขึ้นทันที

2. สถานที่นำสัตว์ไปปล่อย

ควรศึกษาว่าสัตว์แต่ละชนิดเติบโตในน้ำแบบใด เช่น น้ำเค็ม น้ำจืด น้ำกร่อย พื้นที่ลุ่ม น้ำลึก น้ำตื้น ฯลฯ เพราะหากปล่อยไม่เหมาะสม ก็อาจเป็นการสร้างบาปที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นเสียชีวิตจากการไม่สามารถเติบโตหรือเป็นอาหารให้แก่สัตว์เจ้าถิ่นได้

3. ปลอดภัยจากคน

สถานที่ปล่อยสัตว์หลายแห่ง อาจมีคนรอจับสัตว์เหล่านี้ขึ้นไปขายหรือนำไปประกอบอาหาร ดังนั้นก่อนการปล่อยสัตว์ควรเลือกบริเวณที่เป็นเขตอภัยทานในวัด ซึ่งอาจปรึกษาพระลูกวัด ว่าควรปล่อยบริเวณใดถึงจะปลอดภัย หรือหากปล่อยตามคูคลองแม่น้ำ ก็ต้องดูว่าไม่มีคนตกปลา เหวี่ยงแห ฯลฯ อยู่บริเวณนั้นด้วย

หลังการปล่อยสัตว์ชนิดต่าง ๆ คนไทยมีความเชื่อว่าจะไม่บริโภคสัตว์นั้น ๆ ตลอดชีวิต เช่น คนที่ปล่อยปลาไหล ก็จะไม่รับประทานเมนูอาหารจากปลาไหล เช่น ผัดเผ็ดปลาไหล เป็นต้น เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อมูลและข้อคิดที่ดีจากการทำบุญปล่อยสัตว์ เพื่อให้ทุกท่านนำไปปฏิบัติในการทำบุญทุกเทศกาลได้

สัตว์ที่คนไทยนิยมปล่อยจะมีความหมายต่างกัน

ไม่อยากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

ไม่อยากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเรื้อรังที่องค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทยต้องการรณรงค์ทุกคนรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคนี้มากขึ้น โดยเพิ่มการออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เรามาดูกันว่าอาหารใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคนี้

อาหารที่มีความเสี่ยง ที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารมีเกลือปรุงรสเค็มและผงชูรส

ซอสปรุงรสเค็ม อย่าง น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสมะเขือเทศ เต้าเจี้ยว ฯลฯ ที่เราใช้ในการทำอาหารคาว หากดูที่ข้างฉลากจะมีตัวเลขแสดงเกลือโซเดียมอยู่ในปริมาณที่สูง ซึ่งมีการศึกษาพบว่า หากวันหนึ่งเรารับประทานเกลือมากกว่า 1 ช้อนชา จะทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น 5-10 mmHg ได้ นอกจากนี้ ควรลดปริมาณผงชูรสในเมนูอาหารด้วย เพราะผงชูรสมีสูตรทางเคมีว่าโมโนโซเดียมกลูตาเมต จะทำให้เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงขึ้นได้เช่นกัน

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

เนื่องจากหลอดเลือดของเรามีโอกาสอุดตันได้ง่ายจากไขมันอิ่มตัวที่มาจากอาหาร โดยเฉพาะเส้นเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง เมื่อมีการอุดตัน ระดับความดันจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ควบคู่กับปากเบี้ยว ความจำเสื่อม และหากไม่รีบรักษา ก็จะทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เมนูอาหารจากหนังไก่ มันหมู นมข้นหวาน เบเกอรี่ คุกกี้ เค้ก ฯลฯ และน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม นอกจากนี้ อาหารที่ทำด้วยการทอด จะมีไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง อยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่าอาหารที่ทำด้วยการต้มหรือนึ่ง แนะนำให้ผู้ที่ทำอาหารรับประทานเอง เปลี่ยนวิธีทำอาหารมาใช้เครื่องต้ม นึ่ง อบ หรือทอดแบบไม่ใช้น้ำมัน แทนการทอดปกติ

อาหารแช่แข็งและของสำเร็จรูป

อาหารแช่แข็งเป็นกลุ่มสินค้าที่คนรุ่นใหม่นิยมเพราะสามารถซื้อเก็บไว้ได้นาน แต่ก็มีข้อเสีย คือจะมีการใส่วัตถุกันเสียและวัตถุปรุงรส ซึ่งมีการวิจัยว่าทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นด้วย เช่นเดียวกับอาหารหมักดอง กุนเชียง ไส้กรอก เส้นบะหมี่ วุ้นเส้น ฯลฯ แบบปรุงสำเร็จ ที่หากรับประทานบ่อย ๆ ก็จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงได้

น้ำอัดลม เครื่องดื่มจำพวกเกลือแร่

การดื่มน้ำสะอาดนั้นดีที่สุด เพราะน้ำอัดลมและเกลือแร่พร้อมดื่มสำหรับนักกีฬา จะมีโซเดียมและและสารปรุงแต่งรสที่สะสมให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ทั้งความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือ เบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ รวมถึงโรคทางทันตกรรม คือ ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ด้วย

อาหารที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่หลายประเภท หากต้องการดูแลสุขภาพตัวเองและคนใกล้ชิดให้ปลอดจากโรคเรื้อรังนี้ ก็ต้องศึกษาและเลือกบริโภคอาหารตามที่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขแนะนำดังกล่าวข้างต้น

อาหารที่มีความเสี่ยง ที่ควรหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ต้องรู้เมื่อต้องใช้ยาประจำตัว เพื่อความปลอดภัยของคุณ

สิ่งที่ต้องรู้เมื่อต้องใช้ยาประจำตัว เพื่อความปลอดภัยของคุณ

ปัจจุบันมีคนป่วยด้วยโรคประจำตัวมากขึ้น เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและต้องป้องกันปัญหาลดความเสี่ยงด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาที่รับประทานด้วย

เราจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อดูแลตัวเองในการรับประทานยาอย่างปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

1. ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น

เมื่อรักษากับโรงพยาบาลหรือคลินิกใด ก็ควรพบแพทย์ที่นั่นแห่งเดียว เพื่อให้มีแพทย์ประจำตัวที่รู้ประวัติการใช้ยาต่างๆ ของเรามากที่สุด ไม่ควรหาซื้อยาอื่นๆ เองเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น เพราะอาจเกิดปัญหายาตีกันทำให้ไม่ได้ผล หรือยาซ้ำซ้อนกัน จนเกิดอันตรายได้

2. แจ้งเจ้าหน้าที่เรื่องโรคประจำตัวและยาที่แพ้ทุกครั้ง

หากคุณมีปัญหาโรคติดเชื้อที่ไม่จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องอย่างยาโรคเรื้อรัง เช่น เป็นหวัด ท้องเสีย ฯลฯ คุณอาจซื้อยาที่ร้านขายยาใกล้ๆบ้านก็ได้ แต่ก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ร้านให้ทราบว่าเคยแพ้ยาอะไรบ้าง หรือมีโรคประจำตัวอะไรอยู่ เพื่อให้การเลือกยาเหมาะสมกับคุณมากขึ้น ลดความเสี่ยงแพ้ยาซ้ำรุนแรงจนอาจเสียชีวิตได้

3. สอบถามผู้เชี่ยวชาญก่อนการซื้อวิตามิน

วิตามินหลายชนิดจะมีผลส่งเสริมฤทธิ์ของยา เช่น กระเทียม แปะก๊วย หรือน้ำมันปลาในแคปซูล สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี แต่ก็มีข้อเสียที่ทำให้เลือดเหลว เสริมฤทธิ์กับยาแอสไพรินที่คนไข้โรคหัวใจและหลอดเลือดมักได้รับจากแพทย์เพื่อป้องกันหลอดเลือดอุดตัน จะทำให้เลือดหยุดช้าถ้ามีบาดแผล ดังนั้น ก่อนการเลือกซื้อวิตามินใดๆ จึงควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนถึงผลดีผลเสียของยา

4. การตรวจสอบอายุของยาเป็นประจำ

ยาแต่ละชนิดจะมีวันหมดอายุไม่เท่ากัน ยาเม็ดส่วนใหญ่มีอายุ 5 ปี ยาน้ำมักมีอายุ 1-3 ปีนับจากวันที่ผลิต หากคุณได้รับยาสะสมไว้มากๆ ควรตรวจสอบวันหมดอายุของยาเป็นระยะๆด้วย หากพบว่ามียาที่หมดอายุแล้ว ควรจะนำไปฝากให้โรงพยาบาลกำจัดอย่างเป็นระบบ

5. ใช้แอปพลิเคชันเตือนให้รับประทานยา

การตั้งนาฬิกาปลุกหรือ Application เพื่อเตือนให้ตัวเองรับประทานยา จะป้องกันการลืมกินยาได้ ทำให้การรักษาโรคได้ผลดีในระยะยาว โดยเฉพาะโรคที่ต้องกินต่อเนื่อง เช่น ยารักษาวัณโรค โรคเบาหวาน ไขมันเลือดสูง ความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องมีความสม่ำเสมอในการกินยา จึงจะทำให้เห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เทคนิคในการใช้ยาประจำตัวให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุดมีอยู่หลายวิธี เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นทำให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับการดูแลตัวเองและคนใกล้ชิด เพื่อใช้ยาได้อย่างเหมาะสมและเห็นผลในการรักษาโรคต่างๆมากขึ้น

เราจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อดูแลตัวเอง

ปัญหานอนไม่หลับ จัดการได้อย่างไร

ปัญหานอนไม่หลับ จัดการได้

ปัญหาการนอนไม่หลับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ซึ่งสังเกตได้จากการต้องใช้เวลามากกว่าปกติจึงจะหลับ และเมื่อหลับแล้วก็จะตื่นง่าย มีความรู้สึกว่าฝันร้าย ตื่นขึ้นมามีความอ่อนเพลีย ทำให้ขาดสมาธิในการทำงานระหว่างวัน ส่งผลต่อภาวะสุขภาพจิต ทำให้หงุดหงิดโมโหง่ายในระยะยาวด้วย

อาการนอนไม่หลับ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

1. สิ่งแวดล้อมรอบข้าง มีเสียงดังรบกวน กลิ่นเหม็น สภาพอากาศที่ร้อนหรือหนาวเกินไป

2. มีภาวะโรคทางจิต อย่างเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือโรคเครียดทำให้ไม่สามารถหลับได้ง่าย

3. มีโรคทางกาย เช่น กรดไหลย้อน ทำให้มีอาการแสบร้อนคอในช่วงเวลาตอนนอน โรคหอบหืดหรือไออย่างรุนแรง ทำให้หายใจไม่โล่ง แน่นหน้าอกบ่อย เป็นเนื้องอกที่ทำให้มีความเจ็บปวด

4. การบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง จะกระตุ้นทำให้หลับยาก รวมถึงการสูบบุหรี่ที่มีสารนิโคติน ทำให้ร่างกายตื่นตัว

5. การใช้ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ใจสั่น เช่น ยารักษาหอบหืด ยาลดน้ำมูกบางตัว

6. การต้องเปลี่ยนการทำงานเป็นกะตลอดเวลา เช่น งานรอบเช้า บ่าย และดึก ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้

7. เกิดจากอายุ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น กระบวนการทำงานของฮอร์โมนที่ช่วยในการหลับลดลง ทำให้คุณภาพในการนอนหลับแย่ลง

วิธีลดปัญหาการนอนไม่หลับ สามารถเริ่มได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเข้านอนให้เป็นเวลา อาจตั้งเวลาไว้ว่าต้องนอนไม่เกิน 4 ทุ่มทุกวัน และไม่นอนหลับงีบช่วงกลางวันเกิน 10 นาที เพื่อให้ระบบร่างกายได้ค่อย ๆ ปรับตัว จะทำให้หลับง่ายขึ้น

นอกจากนี้ การออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 30 นาทีขึ้นไปจะช่วยกระตุ้นให้ระบบฮอร์โมนต่าง ๆ กลับมาทำงานได้เป็นปกติและทำให้รู้สึกเพลียจนหลับได้ลึกขึ้น แต่ก็ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายช่วงก่อนนอนด้วย เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวแทนอาการนอนไม่หลับ เกิดได้จากหลายสาเหตุ

หากคิดว่าเกิดจากการรับประทานยา ควรสอบถามกับแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้าน และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะ ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่างจากเวลานอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมงขึ้นไป

เทคนิคการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอน เช่น การเปิดเพลงเบา ๆ การใช้ไฟสีส้มหรี่ จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ง่วงนอนง่าย ปิดม่านให้สนิทเพื่อลดแสงสว่างจากอาคารภายนอก จะทำให้หลับได้ง่ายขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม หากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยเทคนิคดังกล่าวแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรจะปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจว่าปัญหานอนไม่หลับที่แท้จริงของคุณ เกิดจากสาเหตุใด และอาจต้องเข้ารับการทดสอบด้านการนอนหลับ ซึ่งแพทย์เฉพาะทางจะเป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดและรักษาอาการนอนไม่หลับได้ตรงกับสาเหตุ

รู้จักไวรัสตับอักเสบบี โรคใกล้ตัวที่คนไทยมองข้าม

สาเหตุของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

กระทรวงสาธารณสุขมีการเก็บสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี จำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ซึ่งเชื้อนี้ไม่มีอาการแสดงของโรคที่ชัดเจนอย่างเฉียบพลัน จนกว่าจะมียืนยันด้วยการตรวจเลือดพบเชื้อ Hepatitis B อันเป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกทาง ก็ต้องเสี่ยงต่อโรคตับแข็งและกลายเป็นโรคมะเร็งตับในที่สุด

สาเหตุของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี มาจากหลายช่องทาง ได้แก่

1. การมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน ทำให้ได้รับเชื้อนี้จากคู่นอน (ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือไม่ก็ตาม)

2. การเสพยาเสพติดด้วยเข็มฉีดยา ซึ่งใช้ร่วมกันหลายคน

3. การสักรูปแบบต่าง ๆ ตามร่างกาย หรือการเจาะหูที่มีการใช้เข็มร่วมกันกับคนอื่น

4. การติดเชื้อของทารกจากแม่ขณะคลอด

5. เจ้าหน้าที่ เช่น พยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ ทำงานในโรงพยาบาล แล้วมีการสัมผัสกับปลายเข็มที่เจาะเลือดบุคคลที่ติดเชื้อนี้ ทำให้เป็นแผลจึงได้รับเชื้อสู่ร่างกาย

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี

โดยทั่วไป ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข้าสู่ร่างกาย เช่น หลังการสัก หลังการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน จะแสดงอาการที่ระยะเวลาหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน หรืออาจยาวนานถึงครึ่งปี โดยจะมีอาการแสดงที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เช่น อ่อนเพลียง่าย รู้สึกเบื่ออาหาร เป็นไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ถ่ายบ่อย ท้องอืด ฯลฯ ซึ่งจะมีอาการอย่างนี้ 1-2 สัปดาห์

หลังจากนั้น จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งแสดงถึงพยาธิสภาพในตับ ร่วมกับปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ ซึ่งเมื่อมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายโดยละเอียดและรักษาให้ตรงสาเหตุต่อไปรู้จักไวรัสตับอักเสบบี โรคใกล้ตัวที่คนไทยมองข้าม

การรักษาและการปฏิบัติตัวของผู้เป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี

หลังจากที่แพทย์ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย จะให้ยาที่นิยมใช้ คือ ลามิวูดีน (Lamivudine) เพื่อช่วยในการควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนาน ผู้ที่แพทย์ตรวจพบว่ามีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย จึงจำเป็นต้องบอกให้ผู้ใกล้ชิด เช่น สามีหรือภรรยาทราบ เพื่อการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ทั้งนี้ แพทย์มักแนะนำให้คนใกล้ชิดไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีไว้ด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ยังต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งและมาตรวจร่างกายตามนัดเป็นประจำ ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม งดการบริจาคโลหิต งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ตับเสื่อมเร็วขึ้น การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรง และทำให้ตับได้รับการฟื้นฟูอย่างดีที่สุด

อยากให้ลูกพัฒนา วิธีเพิ่มไอคิวให้ลูก

อยากให้ลูกพัฒนา วิธีเพิ่มไอคิวให้ลูกน้อย

พัฒนาการที่ดีด้านไอคิว (Intelligence Quotient หรือ IQ) เป็นสิ่งจำเป็นต่อลูกน้อยเป็นอย่างมากในการเรียนรู้และเพิ่มขีดความสามารถให้กับลูกของคุณ ซึ่งทุกวันนี้มีตัวช่วยในการวัดไอคิวสำหรับเด็กเพื่อสามารถค้นหาความถนัดและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญเพื่อพัฒนาการของลูกให้มีอีคิวที่ดีให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา การที่จะเพิ่มอีคิวให้กับลูกนั้นสามารถทำได้ดังต่อไปนี้

7 วิธี อัพไอคิวให้ลูก

การจัดสรรโภชนาการที่ดีให้กับลูก

การที่ลูกจะมีพัฒนาที่ดีในการเรียนรู้นั้น จะต้องได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโตและเรียนรู้ อาหารที่ดีจะต้องครบ 5 หมู่และเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ครบถ้วนจากนม ผัก ผลไม้ เป็นต้น

การให้ลูกได้เล่นและทำกิจกรรม

การเล่นจะทำให้ลูกรู้สึกสนุกผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ออกแรงลูกจะอารมณ์ดีและสดชื่นมีความสุขมากขึ้นจากการได้เล่น คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มการเรียนรู้เข้าไปในการเล่นได้ ลูกจะรู้สึกว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและรู้สึกอยากเรียนรู้ตลอดเวลา

การเล่านิทานและอ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การเล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นการเปิดจินตนาการของลูกได้เป็นอย่างดี ลูกจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกับการฟังเรื่องราวสนุก คุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกสาระข้อคิดเกร็ดความรู้และคำถามเข้าไปทำให้ลูกได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดเพื่อฝึกให้ลูกได้ฝึกแก้ปัญหาและมีความคิดเป็นของตัวเอง

การให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ

ร่างกายของเด็กที่กำลังเจริญเติบโตควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ วัยเด็กจะต้องมีการจัดสรรเวลาให้ลูกน้อยได้นอนในช่วงกลางวันเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเป็นการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยทำให้พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างที่ควร

พาลูกออกไปพบเจอผู้คนใหม่ ๆ

เด็กต้องเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมและผู้คน คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปพบปะผู้คนใหม่ ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ ซึ่งทักษะในการเข้าสังคมสามารถฝึกได้จากคุณพ่อคุณแม่เมื่อต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้คน ลูกจะได้เกิดความเคยชินและสามารถทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนได้เป็นอย่างดี

การให้ลูกได้รู้จักคำศัพท์ใหม่ในทุก ๆ วัน

การเพิ่มไอคิวของลูกสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มคำศัพท์ที่เป็นการเรียนรู้เพื่อให้ลูกได้มีความตื่นตัวและจดจำจากการสะสมคำศัพท์ง่าย ๆ วันละคำ จากนั้นให้ลูกลองจินตนาการให้ความหมายต่อยอดจากคำนั้นจะทำให้ลูกสามารถจดจำได้ดีและเกิดความคิดสร้างสรรค์

การให้ลูกได้ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรง ร่างกายของเด็กจะเกิดความกระปรี้กระเปร่า อารมณ์ดีก็จะตามมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรง พร้อมที่จะเรียนรู้และทำกิจกรรมต่าง ๆ

วัยเด็กเป็นวัยที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็กทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เมื่อเล่นและพักผ่อนก็ให้เด็กได้ทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีพัฒนาการด้านไอคิวที่ดี

7 วิธี อัพไอคิวให้ลูก

บุคลิกภาพมีผลต่ออนาคตอย่างไร เหตุผลที่ต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพมีผลต่ออนาคตอย่างไร เหตุผลที่ต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพหมายถึง การแสดงออกของท่าทางที่ออกมาทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึกนึกคิดที่ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ จนทำให้เกิดการยอมรับ สนับสนุน ชื่นชม จนทำให้เกิดเป็นความประทับใจ เพราะบุคลิกภาพที่ทำให้เกิดความประทับใจ ก็จะนำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ ที่ดีในชีวิต

บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

บุคลิกภาพภายนอก คือ การแต่งกาย รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง การพูด
บุคลิกภาพภายใน คือ ความซื่อสัตย์ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความริเริ่มสร้างสรรค์เป็นต้น

3 เหตุผลที่เราต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

โอกาสในหน้าที่การงาน

การมีบุคลิกภาพที่ดีนั้น หมายความถึงการเตรียมความพร้อมในการทำงาน การพร้อมที่จะรับการเติบโตในองค์กร เป็นผู้ที่พร้อมที่จะรับผิดชอบในหน้าที่ที่มากกว่าเดิม พร้อมที่จะเผชิญหน้าต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ จึงทำให้มีโอกาสผู้ใหญ่จะเล็งเห็นในความพร้อมที่มีอยู่เสมอผ่านการแสดงออกของเรานั่นเอง

ความมั่นใจในตัวเอง

ไก่งามเพราะขน คนงานเพราะแต่ง ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหน้าผมไม่จำเป็นว่าถึงขั้นต้องแบรนด์เนมทั้งตัว ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแพง ๆ ถึงจะเรียกว่าดูดี เพียงแค่เรารู้จักสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับรูปร่างตัวเอง สะอาด ถูกกาลเทศะ ก็ส่งผลให้เรามีความมั่นใจในตัวเองได้ สังเกตได้จากเราเห็นคนที่แต่งตัวดีดี ดูภูมิฐาน (ไม่จำเป็นต้องแพง) เค้าจะเดิน นั่ง พูด ก็ดูมั่นใจไปหมด ไม่ว่าเค้าจะคุย จะทำงานกับใครก็ทำให้เกิดความเชื่อถือกับผู้ที่สนทนาหรือทำงานด้วยเสมอ และความมั่นใจก็จะส่งผลให้เค้าได้รับโอกาสที่ดีตามมาเช่นกัน

การใช้คำพูด และน้ำเสียง

วาจาส่อภาษา กิริยาส่อสกุล การพูดถือเป็นส่วนสำคัญในทุก ๆ เรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะในครอบครัว เพื่อน ที่ทำงาน หรือในเรื่องการทำธุรกิจ การพูด น้ำเสียง โทนเสียง ต่าง ๆ ล้วนมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก การรับรู้และตอบสนองต่อเราเสมอ ดังนั้น เราควรใช้คำพูดให้เหมาะสมกับคนที่เราพูดด้วย รู้จักกาลเทศะ ไม่ถือว่าตัวเองเป็นใคร แต่ให้ยึดว่าเราพูดกับใครเป็นหลัก ภาษาที่ใช้ในการพูดกับแต่ละบุคคลก็จะไม่เหมือนกัน เช่น เราพูดกับลูกก็ใช้ภาษาที่กันเองได้ เราพูดกับเพื่อนก็พูดไม่ต้องใช้ภาษาทางการมาก พูดกับหัวหน้าเราก็ควรแสดงความเคารพไม่ว่าในทางพฤติกรรมเราจะสนิทกับหัวหน้ามากก็ตาม ในที่ทำงานเราก็ควรพูดแบบทางการเพื่อถือว่าเป็นการให้เกียรติกันและกันเหตุผลที่เราต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมที่เราต้องดูแลแล้ว ร่างกายของเราก็ยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความสะอาดในช่องปาก การโกนหนวดเครา การตัดเล็บมือเล็บเท้า การรักษากลิ่นตัว การดูแลผิวพรรณ ของตัวเองอยู่เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้คือ การสะท้อนถึงวินัยในตัวเองของเรา จะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบุคลิกภาพของเรา อาทิ เราแต่งตัวดี ภูมิฐาน พูดจาดี ถูกกาลเทศะ กิริยาท่าทางดี แต่กลับมีกลิ่นตัวในขณะไปคุยกับลูกค้า จริงอยู่ที่ลูกค้าอาจจะไม่ได้พูดว่าอะไร แต่มันส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ และการตัดสินภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงบริษัทได้อีกด้วย

ไม่อยากเป็นหนี้ต้องอ่าน

แชร์ต่อ !! คนไม่อยากมีหนี้ต้องอ่าน…

การมีหนี้สินเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนเกิดความเครียดในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลต่อการทำงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งนี้ปัญหาของหนี้สินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการใช้จ่ายอย่างขาดระเบียบ หรือไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้เป็นอย่างดี เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่คนไม่อยากเป็นหนี้สินต้องอ่าน เพื่อจะได้นำไปปรับใช้กับการวางแผนทางการเงินให้รัดกุมยิ่งขึ้น ดังนี้

  1. ห้ามเล่นการพนันทุกชนิด การซื้อหวย การทายผลกีฬา แทงบอลออนไลน์ ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะสูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ หากไม่อยากมีหนี้สิน ควรนำเงินที่จะไปเล่นพนัน ใช้ไปกับการลงทุนด้านกองทุน จะมีโอกาสทำให้เงินงอกเงยมากกว่า โดยที่มีผู้บริหารกองทุนที่มีความเป็นมืออาชีพของสถาบันการเงินนั้น ๆ ดูแลให้ด้วย และเมื่อได้กำไรจากกองทุน คุณก็จะยิ่งห่างไกลจากคำว่าหนี้สินได้มากขึ้น
  2. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หมายถึง การมองหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำโอทีหรือการใช้ความรู้ความสามารถที่มีในการประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ในเวลาว่าง เช่น เป็นนักเขียน นักวาดรูปกราฟฟิค หรืออัดคลิปลงยูทูบ เพื่อให้มีคนติดต่อจ้างทำโฆษณา ฯลฯ เป็นวิธีที่ทำให้คุณมีเงินพอกับค่าใช้จ่ายมากขึ้น และยังมีเงินเหลือเก็บสำหรับอนาคตด้วย
  3. ไม่ยืมเงินใครเพื่อไปใช้จ่ายเกินตัว เพราะจะทำให้คุณติดนิสัยใช้เงินล่วงหน้า ทั้งนี้รวมถึงการใช้บัตรเครดิตที่เมื่อมีการรูดบัตรทุกครั้งคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเท่ากับการจ่ายเงินเป็นเงินสด การใช้จ่ายบัตรเครดิตเป็นประจำอย่างขาดการควบคุม อาจจะทำให้คุณเผลอใช้เกินวงเงิน หรือเกินกว่าที่คุณจะสามารถผ่อนชำระหนี้ให้หมดโดยไม่เสียดอกเบี้ยได้ ดังนั้นการใช้จ่ายใด ๆ แนะนำว่าให้อยู่ในแผนทางการเงินเสมอ และก็ไม่ควรจะหยิบยืมเงินใครก่อน ซึ่งส่งผลต่อการเป็นหนี้และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ เช่น เพื่อนร่วมงาน พี่น้อง ฯลฯ ได้
  4. ให้พอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ให้มากขึ้น การเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นที่มีการใช้ของหรูหราหรือกินอาหารราคาแพง เป็นสิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากเกิดพฤติกรรมจับจ่ายใช้สอยจนเกินตัว เมื่อมีเงินรายได้เข้ามา เช่น เมื่อมีโบนัสออก หรือมีเงินเดือนเข้า ก็จะนำไปใช้จ่าย จนเหลือไม่พอใช้จนครบเดือน ทำให้เกิดการหยิบยืมเป็นหนี้สินตามมาในที่สุด

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่คนไม่อยากเป็นหนี้สินทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อที่จะควบคุมค่าใช้จ่าย ลดพฤติกรรมเสี่ยง (เช่น การเล่นพนัน) และวางแผนจัดการกับรายได้แต่ละเดือนได้ดียิ่งขึ้น