เทคนิคสร้างแรงบันดาลใจในวันหมดไฟ

เทคนิคสร้างแรงบันดาลใจในวันหมดไฟ

การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ทำให้คุณต้องเผชิญกับปัญหา ความเครียด และแรงกดดันรอบตัว โดยสิ่งเหล่านี้คือต้นตอทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย จนเกิดเป็นภาวะ “หมดไฟ” ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายไม่ต้องการทำอะไร ต้องการเพียงอยู่เฉย ๆ เพราะรู้สึกล้มเหลว แต่รู้หรือไม่ว่าภาวะหมดไฟนี้แก้ได้เพียงใช้ “แรงบันดาลใจ” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน ซึ่งแรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญที่ทำให้อาการนี้หายไปอย่างรวดเร็ว

เพราะอะไรแรงบันดาลใจจึงสำคัญ ?

การก้าวไปถึงจุดหมาย นอกจากความตั้งใจแล้วยังต้องมีแรงบันดาลใจที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนพลังที่คอยผลักดันให้เดินทางสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งหากปราศจากแรงบันดาลใจแล้วก็เปรียบเสมือนไฟที่ปราศจากเชื้อเพลิง ดังนั้น แรงบันดาลใจจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้สิ่งที่หวังประสบความสำเร็จ

แรงบันดาลใจ สร้างได้อย่างไรบ้าง ?

1. อ่านเรื่องราวไอดอลที่ชื่นชอบ

บางครั้งคนเราอาจใช้ “ใครอีกคน” เป็นแรงบันดาลเดินทางสู่ความสำเร็จ โดยอาจเป็นคนในครอบครัว บุคคลใกล้ชิด หรือไอดอลในแวดวงต่าง ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเขาเหล่านั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่เราได้ ให้ลองอ่านประวัติหรือแนวทางการดำเนินชีวิตของเขาก่อนที่จะประสบความสำเร็จ โดยการอ่านเรื่องราวของบุคคลที่ชื่นชอบอาจทำให้ได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการกลับมามีไฟได้อีกครั้ง

2. หนังสือเล่มโปรด

สำหรับใครที่ชอบอ่านหนังสือ ลองเติมแรงบันดาลใจด้วยการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน ยิ่งหากเป็นหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตนเองหรือหนังสือที่ช่วยสร้างกำลังใจยิ่งดีต่อสุขภาพใจ เพราะนี่คือตัวช่วยให้กลับมาเข้มแข็งและเดินต่ออีกครั้ง

3. ทบทวนเป้าหมาย

หลายครั้งที่หมดกำลังใจคือหลายครั้งที่เราอาจลืมไปว่าเรามีเป้าหมาย และลืมไปว่าเป้าหมายนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ดังนั้น เมื่อมีเป้าหมายควรเขียนใส่สมุดบันทึกเอาไว้ เพื่อที่ยามท้อแท้หรือหมดไฟจะได้หยิบมาอ่าน เพื่อทบทวนความฝันอันยิ่งใหญ่และกลับมามีไฟได้ในเร็ววัน

4. ให้เวลาตัวเอง

แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาหมดไฟ ไร้แรงบันดาลในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่ารีบร้อนลุกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอย่าลืมว่าบางครั้งชีวิตก็ต้องการช่วงเวลาหยุดพักบ้าง จึงไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเอง แต่ควรให้เวลาตัวเองได้พัก เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้สามารถกลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้ง

5. ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่

เมื่อจิตใจได้หยุดพักเพื่อหาแรงบันดาลใจแล้ว ก็ได้เวลาที่ชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้จะต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง แข็งแรง เพื่อพิชิตเป้าหมายหรือความฝันโดยเร็วที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องรอให้หมดไฟก็หาแรงบันดาลใจได้ เพราะอย่าลืมว่าแรงบันดาลใจคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับใครที่ชีวิตอยู่ในช่วง “หมดไฟ” ขาดแรงบันดาลใจในการก้าวเดินสู่จุดหมาย ลองนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มเชื้อเพลิงให้กลับมาลุกโชนและพร้อมเดินหน้าพิชิตความสำเร็จตามที่หวังอีกครั้ง

เพราะอะไรแรงบันดาลใจจึงสำคัญ

How to หาตัวตนเพื่อจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก

How to หาตัวตนเพื่อจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก

การทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้เวลามากที่สุดในแต่ละวัน เพราะใช้เวลาอย่างน้อย 8 ถึง 10 ชั่วโมง บางทีมากกว่าการนอนหลับพักผ่อนเสียอีก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี How to หาตัวตนทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก คุณจะได้มีความสุขและได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

วิธีค้นหาในสิ่งที่ตัวเองรัก

วิธีที่ 1 ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

การไม่ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ยึดติดสิ่งเดิมหรือที่เคยชิน เรียกว่าเป็นการอยู่ใน COMFORT ZONE หากคุณสังเกตตัวเองว่าเป็นคนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้และอยากหางานในสิ่งที่รัก ก็จะต้องลองทำอะไรก็ได้ในเชิงสร้างสรรค์ เช่น การคบคนใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคบมาก่อน โดยเฉพาะคนที่ทำอาชีพแตกต่างกับคุณ การลองขายของ เป็นต้น

วิธีที่ 2 สังเกตตัวเองว่าทำงานเพราะความกลัวอะไรบางอย่างหรือไม่

การรับฟังใจตัวเองว่า สิ่งที่ทำงานในตอนนี้ ทำด้วยความรักหรือทำเพราะความกลัวอะไรบางอย่างหรือไม่ เช่น กลัวว่าถ้าไม่ทำก็จะตกงานส่งผลให้ไม่มีรายได้ กลัวว่าตัวเองไม่มีคุณภาพมากพอที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ เป็นต้น หากมีความกลัวเช่นนี้ บ่งบอกว่า ไม่ใช่งานที่รักอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ต้องค้นหาตัวเองว่ามีพรสวรรค์ด้านไหน หากใครบอกว่าไม่มีพรสวรรค์ ไม่ใช่ความจริงเพราะเป็นไปไม่ได้เลยว่าทุกคนจะไม่มีพรสวรรค์ เพียงแต่ว่าหลายคนไม่ทราบว่าเก่งอะไร เมื่อไม่รู้ตัวเอง ถึงแม้ว่าได้เงินมาแต่เป็นงานที่ไม่ชอบ โอกาสจะมีความสุขในชีวิตก็จะน้อย

วิธีที่ 3 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชอบหรือถนัดอะไร”

สิ่งที่ดีสำหรับคนอื่น อาจจะไม่ดีสำหรับคุณ ทำให้การตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชอบหรือถนัดอะไร” จึงมีความสำคัญ เพราะไม่มีใครอยู่กับคุณนานเท่ากับที่คุณอยู่กับตัวเองและเมื่อคุณเจอสิ่งที่ชอบแล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะเริ่มต้นด้วยเงินเดือนที่น้อยกว่าหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ค่อยดีนักก็ให้ลงมือทำไปก่อน เป็นการพัฒนาจุดแข็งในสิ่งที่ชอบให้ไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากงานที่รักจะทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน สนุกจนลืมเวลาและไม่รู้สึกว่าจะต้องตื่นเช้ามาทำงาน เมื่อทำด้วยหัวใจก็จะทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและเป็นงานที่มีความหมายกับคุณ นอกจากนี้ยังเป็นงานที่สามารถใช้ศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่โดยไม่สนใจเลยว่างานที่ทำอยู่จะซ้ำ ๆ เดิม ๆ หรือไม่ก็ตามวิธีค้นหาในสิ่งที่ตัวเองรัก

3 วิธี หาตัวตนเพื่อจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักดังกล่าวข้างต้น หากคุณได้ทำตามคำแนะนำ คุณก็จะทำงานแบบไม่ฝืนใจทำและทำงานด้วยความสุข ซึ่งเป็นการใช้เวลาได้อย่างมีคุณค่า ส่งผลให้ผลลัพธ์ของงานที่ทำมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น หากยิ่งทำประโยชน์ให้คนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้คุณได้ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินมากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคสร้างความสดชื่นในทุกวัน

เทคนิคสร้างความสดชื่นในทุกวัน

ปัจจุบันเราทำงานท่ามกลางความเครียดและมีแรงกดดันจากรอบข้าง ทั้งจากหัวหน้า ลูกค้า หรือ ภาวะเศรษฐกิจสังคมที่มีการแข่งขันมากมาย ทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีความเบื่อและเครียด ขาดความสดใสในการทำงาน

การเสริมประสิทธิภาพในการทำงานโดยมีอารมณ์ที่แจ่มใสได้ จึงต้องหาเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับตัวเองในการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้ดี เรามาดูกันว่า มีเทคนิคอะไรบ้างที่คนทั่วไปนิยมกัน

สดชื่นได้ทุกวัน ด้วยวิธีเหล่านี้

1. การดื่มกาแฟและโกโก้

กาแฟและโกโก้เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ การดื่มอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ได้รับสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบการทำงานของสมอง จึงเพิ่มความกระฉับกระเฉงตื่นตัวได้อีก 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้าคุณมีอาการนอนไม่หลับ การดื่มเครื่องดื่มกลุ่มนี้ จะช่วยให้คุณตาสว่างดียิ่งขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม คนที่มีอาการแพ้กาแฟ เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ควรเลี่ยงไปดื่มเครื่องดื่มกลุ่มน้ำหวานแทน

2. รับประทานอาหารที่มีค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำ

อาหารที่มีค่า glycemic index ต่ำ หมายถึง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสูง เมื่อรับประทานเข้าไปและผ่านกระบวนการย่อยแล้วร่างกายจะได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอหลายชั่วโมง มักเป็นกลุ่มธัญพืช เช่น ถั่ว ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีต การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ จะทำให้ระบบร่างกายทำงานได้สมดุล เสริมความสดชื่นได้นานทั้งวัน และยังลดโอกาสการเป็นโรคอ้วนและเบาหวานได้ด้วย

3. เดินทักทายเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ

ถ้าคุณทำงานในออฟฟิศ ก่อนทำงานสัก 5-10 นาที ควรเดินทักทายเพื่อนตามโต๊ะต่าง ๆ เพราะการเดินจะช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าได้มากขึ้น และยังเป็นการเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน เพราะเวลาทั้งวัน คุณอาจต้องยุ่งแต่กับงานจนไม่มีโอกาสได้ทักทายกันอีก ทั้งนี้ คุณอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคนอื่น ที่ใช้เสื้อผ้าใหม่ ทำผมทรงใหม่หรือแต่งหน้าสวยเป็นพิเศษ อย่าลืมชมเพื่อน ๆ ให้เขาสดชื่นไปทั้งวันกับคุณด้วย

4. พูดกับตัวเองด้วยทัศนคติที่ดี

การทำงานที่เครียดสูงหรือมีปัญหาให้แก้ไขมาก ต้องสร้างทัศนคติบวกต่อตัวเอง ไม่มัวบ่นคำว่า เบื่อ รำคาญ หงุดหงิดเมื่อได้รับคำติจากลูกค้าหรือหัวหน้า แต่มองให้เห็นแง่บวก เช่นเห็นว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง หรือเราจะเก่งขึ้นจากการแก้ปัญหา จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างมีความสุขขึ้น

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการเพิ่มความสดใสให้คุณในทุกวัน ดังเทคนิคที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้เลยทันที เราหวังว่าบทความนี้ จะเป็นแนวทางให้คุณนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในชีวิตประจำวันในการทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี

สดชื่นได้ทุกวัน ด้วยวิธีเหล่านี้

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบุญปล่อยสัตว์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบุญปล่อยสัตว์

การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกนำไปฆ่านั้น เป็นความนิยมของคนไทยมาแต่โบราณ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการช่วยให้สัตว์มีชีวิตรอดและเกิดกุศลที่ยิ่งใหญ่ ทำให้คนที่ปล่อยสัตว์ได้บุญสูง แคล้วคลาดจากอันตรายร้ายแรงได้

สัตว์ที่คนไทยนิยมปล่อยจะมีความหมายต่างกัน ดังนี้

1. ปลาไหล

ปลาไหลเป็นปลาที่มีรูปร่างคล้ายงู ทำให้มีความเชื่อว่า เมื่อปล่อยปลาไหลจะทำให้ชีวิตลื่นไหล ทำสิ่งใดก็ไม่มีอุปสรรค และทำให้พ้นภัยจากคนที่คิดร้ายด้วย

2. เต่า

เต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนและมีกระดองที่แข็งแรงช่วยป้องกันตัวเองให้พ้นภัยจากสัตว์ใหญ่ การปล่อยเต่าจึงทำให้ผู้ที่ทำบุญมีอายุยืน โรคภัยต่าง ๆ ที่เป็นอยู่อาการทุเลาหรือหายได้ ส่วนผู้ที่กำลังมีเคราะห์ร้ายก็จะทำให้ชีวิตพ้นจากอุปสรรคได้อย่างน่าอัศจรรย์

3. หอยขม

หอยขมเป็นสัตว์ที่มีชื่อแสดงถึงความขมขื่นเศร้าโศก การปล่อยหอยขมจึงเป็นการทำให้หมดทุกข์โศก พ้นจากเรื่องที่ทำให้เสียใจหรือเครียดต่าง ๆ เหมาะกับผู้ที่กำลังประสบปัญหาในชีวิตอย่างมาก

4. นก

นกเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระ การปล่อยนกจึงเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่หมดจากปัญหาภาระต่าง ๆ ทั้งด้านการงาน การเงินและปัญหาครอบครัวได้

การปล่อยสัตว์เป็นการทำบุญที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วย เช่น

1. สถานที่ซื้อสัตว์

ควรเป็นตลาดที่แม่ค้ากำลังจะนำสัตว์เหล่านั้นไปฆ่า เพื่อเป็นการช่วยให้สัตว์เหล่านั้นได้รอดชีวิตจริง ๆ ซึ่งมีคำเรียกว่า เป็นการช่วยชีวิตหน้าเขียง เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีบุญใหญ่เกิดขึ้นทันที

2. สถานที่นำสัตว์ไปปล่อย

ควรศึกษาว่าสัตว์แต่ละชนิดเติบโตในน้ำแบบใด เช่น น้ำเค็ม น้ำจืด น้ำกร่อย พื้นที่ลุ่ม น้ำลึก น้ำตื้น ฯลฯ เพราะหากปล่อยไม่เหมาะสม ก็อาจเป็นการสร้างบาปที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นเสียชีวิตจากการไม่สามารถเติบโตหรือเป็นอาหารให้แก่สัตว์เจ้าถิ่นได้

3. ปลอดภัยจากคน

สถานที่ปล่อยสัตว์หลายแห่ง อาจมีคนรอจับสัตว์เหล่านี้ขึ้นไปขายหรือนำไปประกอบอาหาร ดังนั้นก่อนการปล่อยสัตว์ควรเลือกบริเวณที่เป็นเขตอภัยทานในวัด ซึ่งอาจปรึกษาพระลูกวัด ว่าควรปล่อยบริเวณใดถึงจะปลอดภัย หรือหากปล่อยตามคูคลองแม่น้ำ ก็ต้องดูว่าไม่มีคนตกปลา เหวี่ยงแห ฯลฯ อยู่บริเวณนั้นด้วย

หลังการปล่อยสัตว์ชนิดต่าง ๆ คนไทยมีความเชื่อว่าจะไม่บริโภคสัตว์นั้น ๆ ตลอดชีวิต เช่น คนที่ปล่อยปลาไหล ก็จะไม่รับประทานเมนูอาหารจากปลาไหล เช่น ผัดเผ็ดปลาไหล เป็นต้น เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อมูลและข้อคิดที่ดีจากการทำบุญปล่อยสัตว์ เพื่อให้ทุกท่านนำไปปฏิบัติในการทำบุญทุกเทศกาลได้

สัตว์ที่คนไทยนิยมปล่อยจะมีความหมายต่างกัน