3 เหตุผล ที่การยึดติดสิ่งเดิมเป็นการทำลายศักยภาพ

3 เหตุผล ที่การยึดติดสิ่งเดิมเป็นการทำลายศักยภาพ

การยึดติดสิ่งเดิม หรือ Comfort Zone หมายความว่า สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีความคุ้นเคยหรือเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น จนไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีเหตุผลการยึดติดสิ่งเดิม ซึ่งเป็นการทำลายศักยภาพให้คุณได้รับรู้ จะได้หลีกเลี่ยงการยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ตัวคุณเองให้เก่งขึ้น และมีประสบการณ์มากขึ้นกว่าเดิม

เหตุผลที่ 1 การยึดติดสิ่งเดิมสำหรับพนักงานประจำ

พนักงานบางคนที่ทำงานประจำในสายงานของตนเอง เกิดความคุ้นเคยกับกฎระเบียบหรืองานที่ทำเดิม ๆ เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี บางคนอยู่ในหน้าที่การงานของตัวเองเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกษียณ เรียกว่า เช้าชามเย็นชาม เพราะมีความพึงพอใจว่าทำงานอยู่ตรงนี้สบายอยู่แล้ว จึงไม่อยากก้าวข้ามกับหน้าที่การงานและไม่ต้องขวนขวายอะไรในสิ่งที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น นอกจากนี้บางคนคุ้นชินกับการใช้ชีวิตยากจนหรืออยู่อย่างลำบากโดยไม่รู้สึกว่าต้องดิ้นรนเพื่อให้มีความสบายกว่าเดิม หรือที่เรียกว่าอยู่ใน Comfort Zone

เหตุผลที่ 2 การยึดติดสิ่งเดิมสำหรับนักธุรกิจ

กรณีถ้าเป็นนักธุรกิจที่อยู่ใน Comfort Zone เป็นระยะเวลานานก็จะทำลายศักยภาพได้ ซึ่งเป็นการจำกัดตัวเอง เพราะไม่มีการพัฒนาตัวเอง ทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปถึงไหนหรือจะอยู่ที่เดิม ถึงขั้นสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ เช่น ธุรกิจโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง เคยขายได้ดีมากจนมียอดขายที่เติบโตทุกปี แต่ด้วยความที่อยู่ใน Comfort Zone ไม่ได้คิดจะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม ปรากฏว่าธุรกิจสมาร์ทโฟนได้ผลิตโทรศัพท์ที่มีคุณภาพดีกว่าออกมาวางขาย ส่งผลให้ยอดขายของแบรนด์โทรศัพท์รูปแบบเดิมได้ลดลง ก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงและในปัจจุบันถูก take over ไปแล้ว จึงได้มีปรัชญาตะวันตกกล่าวว่า การใช้ชีวิตจริง ๆ จะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณกล้าออกจาก Comfort Zone

เหตุผลที่ 3 การยึดติดสิ่งเดิมสำหรับบุคคลทั่วไป

กรณีวัยเด็กที่ติดอยู่ใน Comfort Zone โดยไม่รู้ตัว เกิดจากการเลี้ยงดูที่พ่อแม่โอ๋ลูกมากเกินไป ส่งผลให้ลูกขาดพัฒนาการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะก้าวออกจากโซนสบาย ส่วนวัยผู้ใหญ่ที่อยู่ใน Comfort Zone โดยไม่รู้ตัว อาจจะมีความคิดในตอนแรกที่จะก้าวข้ามแต่สักพักเริ่มทำไม่ได้ ก็กลับมาหรือถอยตัวเองมาอยู่ใน Comfort Zone เช่น บางคนเรียนหัดขับรถ ช่วงแรกไม่ค่อยเป็น บางครั้งเกียร์ผิด เบรกแรง จึงกลับคิดว่าเป็นผู้โดยสาร จ้างคนขับหรือให้แฟนขับดีกว่า หรือบางคนอยากเรียนภาษาอังกฤษซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานในการพัฒนาตัวเองในการพูดได้อย่างถูกต้อง เมื่อได้เรียนมาสักพักก็รู้สึกท้อใจว่า ภาษาอังกฤษยาก แล้วหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองว่า อยู่ประเทศไทยไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษก็ได้ เป็นต้น

การยึดติดสิ่งเดิมเป็นการทำลายศักยภาพ

คนที่ชอบยึดติดอยู่ในสิ่งเดิม หรือมีความกลัวในการทำสิ่งใหม่ บ่งบอกว่าเป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง ซึ่งการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย เป็นความเสี่ยงสูงสุด เพราะในโลกความเป็นจริง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่มั่นคง หากไม่มีพัฒนาตัวเอง ไม่ปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ ก็จะขาดพัฒนาการเรียนรู้ สักวันหนึ่งเมื่อโลกเปลี่ยนมาก ๆ ก็จะไม่ทันการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเกิดวิกฤต แล้วอย่าหวังที่จะได้รับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตจากพฤติกรรมเดิม ดังนั้น หากไม่อยากทำลายศักยภาพของตัวเอง ควรเปลี่ยนวิธีคิดและศึกษาสิ่งใหม่ ๆ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเองไม่ให้หยุดอยู่กับที่

บุคลิกภาพมีผลต่ออนาคตอย่างไร เหตุผลที่ต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพมีผลต่ออนาคตอย่างไร เหตุผลที่ต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพหมายถึง การแสดงออกของท่าทางที่ออกมาทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึกนึกคิดที่ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ จนทำให้เกิดการยอมรับ สนับสนุน ชื่นชม จนทำให้เกิดเป็นความประทับใจ เพราะบุคลิกภาพที่ทำให้เกิดความประทับใจ ก็จะนำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ ที่ดีในชีวิต

บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

บุคลิกภาพภายนอก คือ การแต่งกาย รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง การพูด
บุคลิกภาพภายใน คือ ความซื่อสัตย์ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความริเริ่มสร้างสรรค์เป็นต้น

3 เหตุผลที่เราต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

โอกาสในหน้าที่การงาน

การมีบุคลิกภาพที่ดีนั้น หมายความถึงการเตรียมความพร้อมในการทำงาน การพร้อมที่จะรับการเติบโตในองค์กร เป็นผู้ที่พร้อมที่จะรับผิดชอบในหน้าที่ที่มากกว่าเดิม พร้อมที่จะเผชิญหน้าต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ จึงทำให้มีโอกาสผู้ใหญ่จะเล็งเห็นในความพร้อมที่มีอยู่เสมอผ่านการแสดงออกของเรานั่นเอง

ความมั่นใจในตัวเอง

ไก่งามเพราะขน คนงานเพราะแต่ง ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหน้าผมไม่จำเป็นว่าถึงขั้นต้องแบรนด์เนมทั้งตัว ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแพง ๆ ถึงจะเรียกว่าดูดี เพียงแค่เรารู้จักสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับรูปร่างตัวเอง สะอาด ถูกกาลเทศะ ก็ส่งผลให้เรามีความมั่นใจในตัวเองได้ สังเกตได้จากเราเห็นคนที่แต่งตัวดีดี ดูภูมิฐาน (ไม่จำเป็นต้องแพง) เค้าจะเดิน นั่ง พูด ก็ดูมั่นใจไปหมด ไม่ว่าเค้าจะคุย จะทำงานกับใครก็ทำให้เกิดความเชื่อถือกับผู้ที่สนทนาหรือทำงานด้วยเสมอ และความมั่นใจก็จะส่งผลให้เค้าได้รับโอกาสที่ดีตามมาเช่นกัน

การใช้คำพูด และน้ำเสียง

วาจาส่อภาษา กิริยาส่อสกุล การพูดถือเป็นส่วนสำคัญในทุก ๆ เรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะในครอบครัว เพื่อน ที่ทำงาน หรือในเรื่องการทำธุรกิจ การพูด น้ำเสียง โทนเสียง ต่าง ๆ ล้วนมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก การรับรู้และตอบสนองต่อเราเสมอ ดังนั้น เราควรใช้คำพูดให้เหมาะสมกับคนที่เราพูดด้วย รู้จักกาลเทศะ ไม่ถือว่าตัวเองเป็นใคร แต่ให้ยึดว่าเราพูดกับใครเป็นหลัก ภาษาที่ใช้ในการพูดกับแต่ละบุคคลก็จะไม่เหมือนกัน เช่น เราพูดกับลูกก็ใช้ภาษาที่กันเองได้ เราพูดกับเพื่อนก็พูดไม่ต้องใช้ภาษาทางการมาก พูดกับหัวหน้าเราก็ควรแสดงความเคารพไม่ว่าในทางพฤติกรรมเราจะสนิทกับหัวหน้ามากก็ตาม ในที่ทำงานเราก็ควรพูดแบบทางการเพื่อถือว่าเป็นการให้เกียรติกันและกันเหตุผลที่เราต้องพัฒนาบุคลิกภาพ

นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมที่เราต้องดูแลแล้ว ร่างกายของเราก็ยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความสะอาดในช่องปาก การโกนหนวดเครา การตัดเล็บมือเล็บเท้า การรักษากลิ่นตัว การดูแลผิวพรรณ ของตัวเองอยู่เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้คือ การสะท้อนถึงวินัยในตัวเองของเรา จะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบุคลิกภาพของเรา อาทิ เราแต่งตัวดี ภูมิฐาน พูดจาดี ถูกกาลเทศะ กิริยาท่าทางดี แต่กลับมีกลิ่นตัวในขณะไปคุยกับลูกค้า จริงอยู่ที่ลูกค้าอาจจะไม่ได้พูดว่าอะไร แต่มันส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ และการตัดสินภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงบริษัทได้อีกด้วย